กิ่งไผ่-ใบรัก : ปิยะพร ศักดิ์เกษม

Posted: สิงหาคม 18, 2010 in หนังสือ

หนังสือเล่มนี้…. สนใจก็เพราะว่าชื่อเรื่อง เห็นมันวางอยู่บนโต๊ะบุ๋มบิ๋มก็เลยหยิบขึ้นมาอย่างสนอกสนใจ และก็ได้โอกาสถือครอง ยึดมาอ่านเองซักสองสามวันในช่วงวันหยุด
     "…ก่อนออกเดินทาง จิตใจของเธอยังคงหยิ่งทะนง และความเชื่อมั่นก็ปักหลักแน่นเหนียวราวกับจะไม่มีวันคลายคลอน…หากเมื่อเวลาพาเธอเดินมาถึงจุดนี้ อารตีกลับได้พบว่า ตลอดมานั้น เธอสามารถเย่อหยิ่งทะนงตนได้เพียงเพราะไม่เคยมีคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ความเชื่อมั่นของเธอก็สามารถปักหลักแน่นเหนียวได้เพราะไม่เคยมีใครมีอิทธิพลมากพอที่จะโยกคลอนมัน…ที่ร้ายก็คือหัวใจของเธอ หัวใจที่เคยคิดว่าแข็งแกร่งและชืดชา ตลอดการเดินทางครั้งนี้ มันกลับอ่อนไหวหลอมละลายลงได้อย่างเงียบๆ จนนับครั้งไม่ถ้วน ! "
ก็น่าจะสนุกดี… และก็ไม่ผิดหวังจริงๆด้วย ตามคำการันตีของเจ้าหญิงวุ่นวาย ^^
เนื้อเรื่องสนุก อ่านแล้วไม่เครียด บรรยายรายละเอียดเยอะหน่อยเนื่องจากส่วนมากเป็นการเดินทางและการท่องเที่ยว นางเอกแสนดื้อ และพระเอกที่สุดแสนจะอดทน มีเหตุผล และเป็นผู้ชายที่สามารถพึ่งพา ชนิดที่เรียกว่าฝากชีวิตเอาไว้ได้เลย …..เริ่มติดใจนิยายของปิยะพรซะแล้ว ^^ 

….เวลาสามทุ่มยังหัวค่ำเหลือเกินสำหรับชีวิตของเธอที่เมืองไทย…บางวันยังอยู่ในงานเลี้ยง บางวันยังอยู่ที่ทำงาน และบางวันยังนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้าน…หากบนแผ่นดินนี้ เวลาสามทุ่มกลับเป็นเวลาที่ชวนให้ง่วงเหงาหาวนอนเสียจริงๆ!
  
อารตีหลับลงไปง่ายๆท่ามกลางความเงียบและเยือกเย็นสดชื่นของอากาศ นานๆครั้งหรอกจึงจะมีเสียหัวเราะ เสียงพูดคุยที่เธอฟังไม่ออก จับความไม่ได้ ลอยตามลมขึ้นมาจากห้องชั้นล่าง
  มารู้สึกตัวอีกครั้งก็กลางดึก…เมื่อเหลือบมองนาฬิกาปลุกเรือนเล็กพบว่าเข็มชี้บอกเวลาเลยเที่ยงคืนไปได้ไม่กี่นาที…ถ้าให้เดา เธอคงเดาว่าเป็นสามนาฬิกาของวันใหม่ ค่าที่มันเงียบเชียบและสงัดเสียเหลือเหลือเกิน
   ห้องน้ำอยู่ไม่ไกลจากตัวบ้านเท่าไหร่ เธอได้เดินลัดเลาะไปหลายครั้งในเวลากลางวัน จำทิศทางไปได้ดีทีเดียว…จะอ้อมลานซีเมนต์ที่ใช้เป็นห้องรับประทานอาหาร ห้องสารพัดประโยชน์ ผ่านตัวบ้านด้านหลัง เดินไปบนคันดินที่ปรับไว้แน่น พ้นตัวบ้านไปไม่กี่ก้าวก็ถึง หรือจะอ้อมผ่านด้านหลังบ้าน ลัดเลาะเลียบริมกอไผ่ก็ง่ายดายพอกัน
  อารตีขยับลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ไม่อยากรบกวนให้แม่ของเธอหรือจารุนลินต้องพลอยลืมตาตื่นตามมาด้วย อาศัยแสงสลัวของตะเกียงที่ส่องลอดบานประตูซึ่งเปิดแง้มเข้ามา ความจนพบไฟฉายกระบอกจิ๋ว หญิงสาวจรดปลายเท้าเปิดประตูเดินออกไป หากยังไม่ทันก้าวพ้นไปสู่ระเบียงทางเดินภายนอกเลย ประตูห้องอีกห้องหนึ่งก็เปิดพร้อมกับเสียงเรียกเบาๆ
   “คะ…ฉันจะลงไปห้องน้ำ” อารตีขานแล้งแจ้งจุดหมายปลายทางของตนเองด้วยเสียงกระซิบ
   สรรค์เดินเข้ามาใกล้ ฉวยเสื้อผ้าร่มที่แขวนอยู่ริมประตูมาคลุมบ่าให้เธอตลบฮู้ดขึ้นบังศีรษะให้เมื่อบอกว่า
   “น้ำค้างกำลังแรง คุณเพิ่งฟื้นไข้ สวมนี่เสียอีกชั้นนึงจะดีกว่า” สวมแจ๊คเก็ตหนังของตนเองจนเรียบร้อย ก่อนพยักหน้าบอกสั้นๆว่า “มาเถอะ ผมจะลงไปส่ง” ไฟฉายในมือเขาสาดจับสว่างจ้าไปทั่วแนวระเบียงและบีนไดอันทิดลงต่ำ อารตีต้องดับไฟฉายในมือเสีย ด้วยเห็นว่าไม่ต้องอาศัยแสงจากมันอีกต่อไปแล้ว
  “ห้องน้ำใกล้แค่นี้ ฉันไปเองก็ได้นะคะ” เธอไม่วายประท้วง…ไม่อยากรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระกับใคร…เท่าที่ผ่านมานี่ก็มากมาย จนบางครั้งติดไปว่ากำลังจะเคยตัวกับการช่วยเหลือของเขาเสียแล้ว สรรค์ตามความคิดของเธอทันเช่นเคยเมื่อถอนใจเบาๆ ก่อนให้คำอธิบายว่า
 “ผมสั่งทุกคนไว้แล้ว แต่คงลืมบอกตี้ว่า เวลาจะไปห้องน้ำให้เคาะเรียกผมไปเป็นเพื่อนด้วย…” เสียงกระซิบนั้นนุ่มเบาและอ่อนโยน จนหญิงสาวรู้สึกว่ามันเป็นสายน้ำที่กัดเซาะให้รากฐานของกำแพงที่เธอเพียรก่อต้องพังทรุดลงมาง่ายๆ
 “…ไม่อยู่ไม่ห่างจากตัวบ้านนักก็จริง แต่อย่าลืมว่าที่นี่ไม่มีกำแพงกั้นอาณาเขต และสวนผักด้นหลังนั้นก็ติดต่อกันทั่ว…ถึงแม้จะดูเหมือนปลอดภัย แต่เราไม่ใช่คนที่นี่ ไม่ใช่สมาชิกในสังคมนี้ เราคไม่ปล่อยตัววางใจจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์”
   อารตีเงียบ ยอมรับเหตุผลของเขาด้วยการเดินตามไปบนคันดิน…มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้พลิก เสียงกรีดปีกของแมลงกลางคืน และเสีงฝีเท้าสองคู่ที่ย่ำตามกัน…เดือนเต็มดวงลอยคว้างอยู่บนท้องฟ้าใสสีน้ำเงินหม่น สาดแสงสว่างขาวเยือกเย็นไปทั่ว…เหมือนยามรุ่ง หญิงสาวคิดเมื่อมองกวาดไปแล้วพบว่าทัศนียภาพรอบตัวกระจ่างอยู่ใต้แสงนุ่มนาลนั้น
  น้ำค้างลงแรงจัดจริงอย่างที่ว่า ลงจัดจนพื้นดินชื้นและลมเย็นซึ่งพัดกรูเกรียวก็ชุ่มจนยิ่งสะท้าน แม้อยู่ในห้องน้ำรั้วรอบขอบชิด อารตีก็ไม่วายห่อไหล่ หากคนที่หันหลังยืนรอกลับยืนโต้ลมหนาว ฉายไฟกวาดดูโน่นดูนี่อย่างเพลิดเพลิน ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกหนาวเลย
  อีกไม่กี่อึดใจ ทั้งสองคนก็เดินตามกันกลับขึ้นไป จากมุมมองของระเบียงกว้างชั้นสอง แนวถนนแคบๆคดเคี้ยวที่ทอดผ่านหน้าบ้านดูแปลกตานัก ยิ่งเมื่อถูกเคลือบด้วยแสงอันนุ่มนวลของดวงจันทร์ ยิ่งทำให้ดูราวกับภาพฝันของจิตรกร…เหมือนกับว่ามุมนี้ของโลกไม่เคยมีอยู่จริง… อารตีชะโงกมองอย่างติดใจ และเมื่ออีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงแระตูห้อง แสงวับแวมของเปลวเทียนกับตะเกียงที่จุดทิ้งไว้ทั้งคืนก็ส่องลอดบานหน้าต่างกระจกออกมา สรรค์จึงดับไฟฉายในมือ หยุดยืนเคียงข้างชมโลกที่แสนงามสงบอยู่ด้วยกัน
   เหนือหลังคาบ้านอันซับซ้อน แทรกด้วยแนวไม้สดไสวก็เป็นท้องฟ้าประดับเดือน…ค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงเป็นค่ำคืนที่มีมนตร์ขลังเสมอ…หญิงสาวผู้ยืนมองแตะมือบางอยู่บนราวระเบียงอันเย็นเฉียบ คงลืมความจริงข้อนี้ไปแล้ว เธอจึงยังคงยืนนิ่งอย่างที่ไม่ทันได้รู้สึกว่ายืนอยู่ริมเหว ซ้ำยังชวนคุยด้วยเรื่องที่ชวนให้เปิดใจชิดใกล้เสียเหลือเกิน
  “ฉันกำลังคิดว่า พระจันทร์กับดาวในชนบทนี่น่ะ มันลอยต่ำกว่าพระจันทร์กับดาวในเมืองนะคะ”
  “ทำไมล่ะครับตี้”คำปรารภของเธอทำให้เกิดคำถามกลั้วหัวเราะอย่างขบขัน
  “ถามอย่างนี้แสดงว่าคุณไม่เคยมีเวลาแหงนมองฟ้า และถึงจะมองก็ไม่เคยสังเกตเห็นพระจันทร์ เห็นดาว” อารตีเคาะแรงๆอย่างไม่เกรงใจ…ก็เสียงหัวเราะของเขาทำให้เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกมองเป็นเด็กหญิงน้อยช่างฝัน คนที่ยังฝังใจกับนิทานนิยายอยู่ไม่เลิกรา
  “ก็จริง…” สรรค์กลับรับคำง่ายๆกว่าที่คิด
  “…แต่ของแบบนี้มันก็ต้องอาศัยคนชี้ชวนให้ชมเหมือนกันแหละ จริงไหม” ปลายเสียงของเขาอ้อยอิ่ง ฟังคดเคี้ยวเลี้ยวลดอย่างไรชอบกล หากก่อนที่อารตีจะทันได้รู้สึก ชายหนุ่มก็รีบเร่งเร้าให้เธอตอบคำถามของเขาเสียก่อน
 “ว่าไงล่ะครับตี้ ยังไม่เห็นบอกเลยว่าทำไมคิดแบบนั้น ในเมื่อมันก็คือพระจันทร์และดาวดวงเดียวกัน”
 “ความรู้สึกน่ะค่ะ…ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก” อารตีสารภาพ
 “ตอนอยู่กรุงเทพ ถ้าวันไหนกลับบ้านดึก ฉันชอบแหงนมองฟ้า มองหาพระจันทร์กับดาวอยู่เสมอๆ แต่ไม่เคยเห็นดาวในท้องฟ้าเมืองกรุงเลยละ พระจันทร์นั้นเห็นบ้าง แต่ก็ลอยอยู่ไกล๊ไกล แสงสลัวมัวมนเหมือนถูกหุ้มด้วยหมอกด้วยควัน…แต่ดูพระจันทร์ดวงนี้สิคะ”
 สุกสว่างและงดงามผ่องแผ้วพิสุทธิ์…สรรค์ตอบอยู่แต่เพียงในใจ…ก็เหมือนกับผู้หญิงคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาคนนี้ บางครั้งก็เหมือนกับใกล้ แต่แท้จริงก็ไกลนักแล้ว
    “…ดาวก็เหมือนกันนะคะ ถ้าเป็นตามชนบทละก็ เราจะเห็นเต็มท้องฟ้าเลยละ แต่ละดวงก็เหมือนจะหยดใส่มือ ขณะที่อยู่ในกรุง แหงนหน้ามองหาไปเถอะ ไม่มีวันเจอ…”
 ความเงียบแล่นเข้าครอบครอง อารตียังคงเพ่งมองดูความกระจ่างนวลของดวงเดือนอย่างหลงใหล ไม่ทันได้รู้สึกว่าประตูทุกบานในห้องหัวใจของตนกำลังเปิดแง้ม และร่างสูงๆของคนที่ยืนเคียงก็ดูเหมือนขยับชิดเข้ามาอีกนิดหนึ่ง……….

"…ระหว่างการเดินทาง หากได้ค้นหา เรียนรู้ และเปิดใจบางครั้งคนเราก็อาจจะ ‘เก็บ’ ได้มากกว่าประสบการณ์และความทรงจำที่ดี…"
   

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s