ชูสิทินาปาติโจ : คึกเดช กันตามระ

Posted: มกราคม 17, 2009 in หนังสือ
……………………..
ทั้งคู่ได้กินอาหารร่วมกัน เล่าถึงความเป็นมาในอดีต
"เจ้าตาบอดมาแต่กำเนิดเลยหรือ แม่นางชเวโมง"
"เรียกข้าว่าชเวโมงเฉยๆก็ได้"
ขุนพลชูนั่งอยู่บนแคร่ นางนั่งอยู่ที่ขอนไม้ใกล้กองไฟ นิ่งเงียบอยู่สักครู่ คล้ายจะรวบรวมความทรจำให้ปรากฏอยู่ตรงหน้า
 
ขุนพลชูตบะแตก
"ข้าเป็นเด็กกำพร้า จำความได้ว่าอยู่กับคณะละครในจวนเจ้าเมืองตั้งแต่น้อย ไม่มีใครบอกว่าข้าตาบอดมาแต่กำเนิดรึไม่ แม่เลี้ยงของข้าสอนให้ข้าร้องเพลง ทุกคนในจวนว่าข้าร้องเพลงได้ไพเราะ จนกระทั่งนางพญาสะลินขอข้าไปเป็นพี่น้องอยู่ร่วมตำหนักกับนาง ข้ามีหน้าที่ร้องเพลงกล่อมนิทราให้นางฟังทุกคืน"
นางทำท่าเหลียวมองซ้ายขวา ลุกขึ้นยืนเอามือสัมผัสความว่าง
"พี่ท่านรู้ไหม…ข้าเห็นแสงสีในความมืด ข้าสัมผัสได้กับมวลกลิ่นบุปผาที่ล่องลอยอยู่รอบกาย ไม่ว่าใครจะพรรณนารูปสิ่งใดๆ ข้าก็สามารถแลเห็นได้…เพลาข้าอยู่คนเดียว ข้าไม่เคยรู้สึกว่าข้าตาบอดเลย"
ขุนพลชูเฝ้ามองดูนางไขว่คว้าจินตนาการ ช่างเป็นภาพดุจกวีพรรณนาความงามของดรุณีแรกรุ่นเริงร่าอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี
"เจ้ารู้ตัวรึไม่ว่า เจ้าเป็นหญิงสาวงามคนหนึ่งกะเขา งามจนกระทั่ง ผู้คนหลงเข้าใจผิดว่าเป็นนางพญาสะลิน… ข้าก็ไม่รู้ว่านางงามอย่างไร แต่เจ้างามอย่างที่เจ้าเป็น"
นางยิ้มน้อยๆเมื่อได้ฟังคารมของขุนพลชู ถามบ้างว่า
"พี่ท่านชื่ออะไร"
"เพลานี้ ใครต่อใครพากันเรียกข้าว่า ขุนพลชู"
"แล้วก่อนหน้าล่ะ ใครต่อใครเรียกพี่ท่านว่าอย่างไร"
"ปลัดชู"
"พี่ท่านเป็นข้าราชการชาวมอญรึ จึงได้ชื่อเรียกว่าปลัดชู"
"เปล่าหรอก…เจ้าอย่ารู้ปูมหลังของข้าเลย… มีคนบอกให้ข้าลืมอดีตให้หมด"
นางเห็นขุนพลชูเงียบไป จึงขยับเดินเข้ามาใกล้ ถามว่า
"พี่ท่านรูปงามไหม"
"ข้าน่ะหรือ ขี้เหร่จะตาย"
"ข้าฟังน้ำเสียงของพี่ท่าน ไม่น่าจะเป็นคนขี้เหร่… ขออนุญาตให้ข้าได้สัมผัส หน้าตา ร่างกายดูหน่อยเถิด"
ขุนพลชูคว้ามือของนางมาสัมผัสใบหน้า
นางชเวโมงเอาปลายนิ้วมือทั้งสองแขน คลำลูบตั้งแต่ผมเผ้า หน้าผาก คิ้ว ตา โหนกแก้ม จมูก ใบหู ปาก คาง ลำคอ ช่วงไหล่ทั้งสอง และจบลงตรงหน้าอกหน้าใจ ที่ขุนพลชูปลดเปลื้องเปลือยเปล่าให้สัมผัส
ขุนพลชูไม่เคยรู้สึกอะไรดีๆแบบนี้มานานนัก พลอยสร้างอารมณ์สะเทือนใจ เผลอไผลดึงนางเข้ากอดแนบกาย ไล่หอมจูบทุกอณูของเรือนร่าง
 
ดึกแล้ว เสียงหมาป่าเห่าหอน ไฟราคะที่ปะทุเร่าร้อนสะท้านอากาศหนาว ค่อยๆมอดเปลวลง เหลือเพียงถ่านแดงริบหรี่
ขุนพลชูนอนกอดแนบนางชเวโมงใต้ผ้าห่มผืนเก่า ได้ยินเสียงผิดปรกติอยู่บนหลังคากระท่อม ลืมตาตื่นเงี่ยหูฟัง นางก็เช่นกัน กระพริบตาถี่จะอ้าปากพูด ขุนพลชูกระซิบบอกมีคนอยู่บนหลังคา ตัวเองขยับลุกเมื่อเห็นคล้ายใบไม้ปลิวลงมาจากปล่องไฟ ขยับเข้าไปดูใกล้ที่กองไฟจวนจะมอดดับ เห็นเป็นหนังคางคกภูเขาก็จำได้ เมื่อเห็นหนังคางคกถูกความร้อนจากถ่าน เริ่มปรากฏควันขาวและมีกลิ่น ซึ่งขุนพลชูจำได้ว่า มังฆ้องนรธาเคยใช้รมตนให้สลบมาแล้วในหลุมพรางที่อ่านหว้าขาว รีบดึงหนังคากคกออกจากกองฟืน
ไม่นานนักพวกคนร้ายก็ใช้เหล็กยาวสะเดาะดาลเปิดประตูเข้ามา เห็นคนทั้งสองยังคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม เข้าใจว่าสลบไสลไม่รู้ตื่น พลันหนังคางคกก็ถูกร่อนผ่านหน้าคนทั้งสามตกลงพื้น
ขุนพลชูกระโดดลงพื้นแผล็วจากขื่อคาประดุจแมวป่าขยุ้มเหยื่อ นายพรานพ่อค้ากับลูกสมุนไม่ทันระวัง รู้ตัวอีกทีเหมือนถูกของแข็งฟาดตามจุดที่ทำให้ร่ากายทุพพลภาพ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามปรกติ รู้สึกจุกเสียดแน่นตรงตำแหน่งที่โดน
นางชเวโมงเลิกผ้าห่มเงี่ยหูฟัง ขุนพลชูพูด
"โอ้…พวกเจ้ามาเยี่ยมเยียนข้าถึงที่ แต่มาผิดเพลานะ…รู้ไหม ข้าสามารถฆ่าพวกเจ้าภายในพริบตาด้วยมือเปล่า นี่แค่เบาะๆ…ที่หลังให้ข้ารู้เนื้อรู้ตัวเสียก่อน…เอาล่ะ ว่ามา เจ้าต้องการอะไร"
นายพรานพ่อค้าครึ่งนั่งครึ่งนอน ฝืนความเจ็บพูดว่า
"ไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิดนายท่าน กระท่อมบนเขานี่พวกข้าสร้างไว้เป็นที่พักยามมาล่าสัตว์ นายท่านถือวิสาสะเป็นเจ้าของ…"
"เงินในถุงที่ข้าให้เจ้าไปเจ้ายังไม่ทอนคืน ข้าว่านอกจากข้าวของที่ข้าซื้อหา ยังเหลือมากพอเป็นค่าเช่ากระท่อมของเจ้าอีกหลายคืนนัก"
นายพรานพ่อค้าพยักหน้ายินยอม ทั้งสามคนค่อยๆลุกขึ้นจะเดินออกไป เพียงแค่ขุนพลชูร้องเรียกไว้ก็สะดุ้งผวา
"เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป…พวกเจ้าเคยเห็นกระท่อมหรืออาศรมของพระฤาษีอายุประมาณข้า สร้างด้วยไม่ไผ่ ปลูกอยู่ใกล้บึงบัวในป่าทางเชิงเขาทิศตะวันออกรึไม่"
นายพรานพ่อค้าตีหน้าฉงน ส่ายศีรษะพูดว่า
"ข้าอาศัยทะมาหากินในป่านี้ครึ่งชีวิตมาแล้ว ไม่เคยเห็นหระฤาษีมาสร้างอาศรมไม่ไผ่ใกล้บึง… นายท่านมีอะไรจะให้ข้าชันสูตรเรียกใช้ได้เลย"
ขุนพลชูส่ายหน้า มันทั้งสามทำท่าจะไป นึกขึ้นได้ร้องเรียกไว้ก็สะดุ้งผวาอีก
"เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งไป  …ข้ากับเมียจะขออาศัยอยู่ที่กระท่อมสักพัก เจ้าจงสาบานต่อเจ้าป่าเจ้าเขา ว่าจะไม่มารมยาสลบหรือทำความเดือดร้อนใดๆอีก ถ้าถูกจับได้ โทษถึงตาย"
"จ้า…ขอสาบานจ้า"
ทั้งสามลงนั่งยอง ยกมือไหว้ท่วมหัวหมดสภาพนักเลงเจ้าถิ่น
อากาศยามสาย ขุนพลชูและนางชเวโมงเปลือยกายลงแช่ตัวในบ่อตาน้ำพุร้อน เสียงขุนพลชูพูดว่า
"ข้ามีเมียงาม อาศัยป่าเขาลำเนาไพรเป็นบ้าน มีผลหมากรากไม้เป็นอาหาร มีราชยานคือม้าเทศ…ชีวิอันสงบสุข ข้าต้องการอะไรมากกว่านี้"
ทั้งคู่ขึ้นจากบ่อน้ำร้อน สวมเสื้อผ้า มานอนคลอเคลียอยู่บนผืนพรมหญ้าภายใต้ต้นมะเดื่อใกล้บ่อน้ำร้อน ตลบอบอวลด้วยไออุ่น และอาชาซื่อสัตย์อยู่ใกล้ๆ
"เจ้าอยากกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักร้องอยู่ในจวนรึไม่"
นางชเวโมงพูด "ไม่" แล้วส่ายหน้า ถามบ้างว่า
"พี่ชูเล่า อยากกลับไปใช้ชีวิตเป็นขุนพลผู้กล้า มีหน้ามีตาอยู่ในวัง แวดล้อมด้วยข้าทาสบริวาร…"
"อย่าพูดถึงเลย ข้าขอนอนกอดเจ้าอยู่แบบนี้จะดีกว่า"
"ข้าก็เหมือนกัน ขอนอนกอดพี่ชูไปจนวันตาย"
เสียงวิหคนกป่านานาพันธุ์ ส่งเสียงสำเนียงเสนาะเจื้อยแจ้ว
"ชเวโมง…ข้าจะไม่ขอให้เจ้าร้องเพลงให้ข้าฟัง…จะไม่ยอมขอเลย"
"เพราะอะไรเล่าพี่ชู"
"เพราะข้ากลัวว่าจะหลงเสียงเจ้า แล้วคะยั้นคะยอให้เจ้าร้องเพลงกล่อมทุกคืน"
"ไม่ดีหรอกหรือ"
"ข้ากลัวจะถึงเพลานั้น วันเพลาที่เราทั้งสองต้องจากกัน บุราณว่า พบกันเพื่อจะจาก…มาเพื่อจะไป…หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าขอตายก่อนเจ้า"
นางชเวโมงรีบเอามือแตะปากขุนพลชูไม่ให้พูดเป็นลาง ขยับศีรษะออกจากแผ่นอกของบุรุษ เดินไปนั่งคุกเข่าไม่ไกลนัก มือทั้งสองลูบไล้สัมผัสผืนดินและดอกหญ้า แล้วโปรยปรายทั้งสองสิ่งให้ล่องลอยไปกับสายลมและแสงสุรีย์ พร้อมกับเผยอปากคลอเสียงล้อเลียนสรรพสำเนียงป่าเขาลำเนาไพร เสียงดุเหว่าประสานท่วงทำนองเพลงแห่งรัตติกาล
 
"…ข้าเห็นสรรพสิ่งด้วยสัมผัส
ข้าสัมผัสสรรพสิ่งด้วยใจ
…เห็นสุทรีดังข้ารึไม่
หวังเห็นด้วยใจและวิญญาณ์
…สรรพสิ่งมีนิ่งแล้วมีไหว
เคลื่อนที่ไม่ไกลเกินความฝัน
…รักของข้ายึดดุจเดียวกัน
ฝังใจมั่นรักท่านนิรันดร"
 
ชูสิทินาปาติโจ  โดย คึกเดช กันตามระ
จากนิตยสารดิฉัน ฉบับที่ 763 ( 15 ธันวาคม 2551 )
 
 
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s