สายโลหิต : โสภาค สุวรรณ

Posted: มีนาคม 27, 2007 in Uncategorized
 
 
 
สายโลหิต : โสภาค สุวรรณ
 
ชีพพลีนี้เพื่อ…แผ่นดิน   ชีวา…ต้องมามลาย   จะขอ…ป้องปกไว้   ด้วยสาย…โลหิตของเรา
 
 
 
 
 
นวนิยายอิงประวิติศาสตร์สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา
เล่าเรื่องตั้งแต่ก่อนเสียกรุงครั้งที่สอง จนถึงการสร้างเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี
บรรยายภาพบ้านเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ละเอียดมาก
เสียดายคนอ่านอย่างข้าพเจ้าจินตนาการไม่สูงส่งพอ ก็เลยนึกภาพตามได้แค่ลางๆ
ภาพกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรือง งดงาม สงบสุข ร่มเย็น
ถูกพม่าเผาเมือง ทำลายวัดวาอาราม ปราสาทราชวัง จนเหลือแต่ซากปรักหักพัง
ถูกบรรยายไว้อย่างน่าสะเทือนใจ
แต่ท้ายที่สุด ไทยก็ยังเป็นไทย จนถึงทุกวันนี้…
เห็นจะเป็นเพราะ " กรุงศรีอยุธยา… ไม่สิ้นคนดี "
 
"วัดพุทไธสวรรย์นั่นน่ะเจ้ารู้หรือเปล่า สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่หนึ่งทรงสร้างขึ้น…ที่ตำบลเวียงเหล็กที่ตั้งพลับพลาประทับคราวเสด็จมาสร้างกรุง พระพุทธโฆษาจารย์ท่านเป็นเจ้าอาวาส" เสียงเล่าเปรยๆเหมือนไม่ตั้งใจนัก
คนฟังขมวดคิ้ว มองไม่เห็นเรือสักลำ ก็ใครจะพายพลัดเข้ามากลางทุ่งอย่างนี้เล่า สบสายตาคนพายตรงๆแล้วดาวเรืองก็เห็นประกายระยับในดวงตาคู่นั้นเป็นคำตอบ
"พี่อยากกินแกงสายบัว แถวนี้บัวสายเกลื่อนไป ช่วยกันเก็บประเดี๋ยวก็ได้แกงหม้อโต ไม่ต้องไปหาซื้อให้ลำบาก"
"นังพุ่ม นังตาด มิไปรอที่วัดโน้นกันแล้วหรือคะพี่ไกร มามัวเก็บสายบัวอย่างนี้น่ะ"
ขุนไกรหัวเราะหึๆ
"เก็บสายบัวหลายคนสนุกที่ไหนเล่าดาวเรือง เจ้ากับพี่สองคนช่วยกันเก็บเพลินกว่า"
กล่าวจบคนพูดก็ราพาย ปล่อยให้เรือลอยลำอย่างสบายใจ ตาจับอยู่ที่ใบหน้านวล ดาวเรืองหลบนัยน์ตาคู่นั้นวูบวาบ ไถลเหนี่ยวรั้งสายบัว เจ้าของเรือก็ยิ้มในหน้า วางพายลง ขยับเข้ามาช่วย
เรือเอียงวูบวาบ สายบัวไม่ขึ้นมาอยู่ในเรือ หากคนเก็บทำท่าจะถลำตามสายบัวลงไปในน้ำ ขุนไกรคว้าตัวไว้ได้ทัน แก้มเนียนเฉียดปลายจมูกเพียงเส้นยาแดง วงแขนกว้างกระหวัดเอวเล็กบางไว้มั่นแล้วจึงค่อยคลายออก ปากเจรจาแผ่วๆว่า
"เกือบหล่นลงน้ำแล้วไหมล่ะ พี่จับไว้ไม่ทันละก็ ได้เปียกปอนกลับบ้านกันหรอก"
สาวน้อยขยับกายออกห่าง ใจคอไม่เป็นปกติแถมเนื้อตัวก็ดูจะราวคนจับไข้ อ้อมกอดขุนไกรเมื่อครู่ ยังปลายจมูกที่เฉียดแก้มอย่างไม่จงใจ เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตสาวที่พาให้อารมณ์สาวน้อยกระเจิง ไถลอ้อมแอ้มแก้ตัวไปว่า
"ยังตั้งตัวไม่ติดเลยค่ะ บัวกอนี้ยึดรากโคลนตมข้างล่างเหนียวแน่นจัง ลองกออื่นดีกว่า"
เจ้าของเรือยิ้มในหน้า ร่างบางๆที่โอบกอดเมื่อครู่ทำให้ว้าวุ่นใจไปชั่วครู่ บอกตัวเองว่า ถ้าไม่คิดอีกนิดจะยังไม่ปล่อยเป็นอิสระ แต่เท่านี้ก็เหลือจะรู้ว่าสาวน้อยตรงหน้าไม่ใช่เด็กเช่นเมื่อก่อน ทั้งยังมีอารมณ์ตอบสนองต้องกันอีกด้วย
ขุนไกรหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีเปล่งที่แก้มสองข้างยังไม่จางหายไปง่ายๆ แม้นัยน์ตาก็ไม่ยอมสบ ท่าเขินอายนั้นดูบริสุทธิ์สะอาดชวนพิศ ด้วยเจ้าตัวมิได้จงใจเสแสร้ง ใส่จริตต่อเติมเล่นละครให้ชม หากเป็นไปตามธรรมชาติโดยแท้
ดาวเรืองลอบมองทางหากตาก็ยังเห็นผู้อาวุโสกว่านั่งอยู่ข้างๆไม่ถอยไปประจำที่ท้ายเรือเช่นเมื่อครู่
ลมเย็นพัดเฉื่อยฉิว พาชายสไบปลิวเบาๆเงียบเสียจนหัวใจสาวน้อยชักจะหวั่น บ่าวไพร่ไม่มีมาเป็นเพื่อนสักคน แย่กันตามลำพังแท้ๆ เดี๋ยวนี้กับเมื่อก่อนต่างกันจนน่าพิศวง
อึดอัดใจเต็มที สาวน้อยก็โพล่งอกไปว่า "สายบัวยังไม่ได้สักสายเดียวนะคะ คนทั้งบ้านหลายครัว ยังพวกทาสในเรือนตั้งโขยง แกงหม้อโตเห็นจะต้องใช้สายบัวมากอยู่ละค่ะ ไม่เร่งเก็บให้แล้วๆ จะค่ำมืดเปล่าๆ"
ผู้อาวุโสกว่าขยับเข้าใกล้อีกนิดหนึ่ง
"ก็ใครจะพาเจ้ามาลำบากเก็บสายบัวจริงๆเล่าดาวเรือง อยากได้จริงๆให้บ่าวไปซื้อหาที่ตลาดถมไป ตลาดบก ตลาดเรือที่แม่น้ำรอบกรุง เขามีขายเกลื่อนกลาด"
มือแข็งแรงของคนพูดเอื้อมมากุมมืออีกฝ่ายไว้มั่น อุ้งมือใหญ่นั้นกุมมือบางๆได้มิดชิด เสียงกล่าวสืบไปว่า
"พี่รำคาญนังตาด นังพุ่ม ยังอีพูกับไอ้ทาสฝีพายคุณย่ามันคอยแลตาม ระแวดระไวเจ้าดีนัก ถึงได้พาเรือลัดเข้าทุ่งมานี่แหละ"
ดาวเรืองพยายามดึงมือออก กระแสบางอย่างจากมือขุนไกรเหมือนจะผ่านไปทั่วตัว หากดึงเท่าไหร่ๆก็ไม่เป็นผล อ่อนทั้งใจแสยงที่เปรยแผ่วๆขึ้นว่า
"คุณย่าจะว่าอย่างไรก็ไม่รู้ซีคะ บ่าวมันคงไปฟ้อง ทีนี้จะไม่ได้ออกมาเที่ยวละ"
ขุนไกรรวบมือขาวนวลไว้เสียทั้งสองข้างมองหน้าเจ้าของมือก็เห็นแววหวาดหวั่นเต็มดวงตา จนต้องหัวเราะหึๆ ถามเสียงอ่อนโยนขึ้นว่า
"เจ้ากลัวใครกันแน่ กลัวคุณย่า หรือกลัวพี่จะรังแก…ดูเถอะ สะท้านไปทั้งตัวอย่างนี้ ถ้ากลัวคุณย่า พี่จะช่วยพูดจาให้ แต่ถ้ากลัวพี่ ก็หายเกรงได้แล้ว…"
ผู้พูดเชยคางมนให้แหงนเงยขึ้น จ้องลึกลงไปในดวงตาดำขลับคู่นั้น
"พี่รู้หรอกดาวเรือง เจ้าหายหวั่นหายกลัวเถิด พี่พาเลี่ยงหนีพวกบ่าวก็เพราะอยากจะพ้นหูตาคนเหล่านั้นสักครู่เดียวแหละ แล้วก็จะไปวัดพุทไธสวรรย์อย่างที่บอกไว้ พี่ไม่ได้เจาะจงจะรังแกเจ้ามากกว่าเพียงจับมือแค่นี้เอง"
คนฟังยังหรุบตาต่ำ เรื่องกลัวนั้นก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไร แต่เนื้อตัวก็สะท้านร้อนสะท้านหนาวไปทีเดียว
"พี่ควบม้าเร็วกลับมาพระนครไม่ได้พัก เหนื่อยสายตัวแทบขาด เจ็บใจหลายเรื่องเมื่อถึงกรุง…คิดว่ามาคราวนี้ทุกข์ใจใหญ่หลวง แต่มาเห็นเจ้าคราวนี้ทุกข์ทั้งหลายก็คลายลง เจ้าน่ะเหมือนฝนต้นฤดู พาความชุ่มฉ่ำสู่แผ่นดินแห้งแล้ง"
ขุนไกรยังพร่ำเจรจาด้วยหวังคลายอารมณ์หวาดๆของสาวน้อยต่อไป
"หัวใจพี่น่ะแห้งผาก เหมือนดินไร้ฝนนานเต็มที เจ้ามาย้อมหัวใจพี่ให้เป็นสุข รู้ตัวบ้างไหม"
ดาวเรืองทั้งเขินทั้งอายเห็นนัยน์ตาขุนไกรเหมือนจะบอกภาษาหัวใจพร้อมกันไปทีเดียว ก็อดเปรยไม่ได้ว่า
"พี่ไกรไปทางโน้น แห้งแล้งนัก ก็ทำไมไม่กลับมาพระนครเล่าคะ"
"งานทางโน้นยังค้างอยู่ ท่านเจ้าเมืองให้สอนเพลงอาวุธทหารหัวเมือง เวลานี้มังระโอรสองค์ที่สองของพระเจ้าอลองพญาได้รับราชสมบัติ เริ่มปราบทางทวายแล้วนะ พี่ไม่ไว้ใจ คราวก่อนเมื่อข้าศึกล้อมกรุง เผาบ้านเรือนราษฎร พวกอยู่เรือศพเกลื่อนแม่น้ำ พี่ยังจำได้ติดตา พูดกับใครเขาว่าเป็นไข้สงครามอย่างไรล่ะ แต่พี่ไม่เคยไว้ใจข้าศึก"
"พี่ไกรหมายความว่า…." สาวน้อยตาโต
ขุนไกรหัวเราะหึๆ แล้วโอบร่างบางๆเข้ามากอดไว้ มืออีกข้างไล้ผิวนวลที่พ้นชายสไบแต่เพียงเบามือ ตอบว่า
"อย่าเพิ่งตระหนกไป พี่เป็นคนเตรียมพร้อมอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร อยู่กรุงไม่ได้เพราะเขาพากันลืมเสียงปืน กลิ่นควันไฟไหม้คลุ้ง ลืมสงครามกันสิ้น เจ้าไม่เห็นหรือ ชาวกรุงทั้งหลายพากันหาความสนุกสำราญ เสพสุรายาเมา การฝึกฝนอาวุธตำรับพิชัยสงครามกำลังเสื่อมสูญไปทุกวัน"
เสียงผู้พูดต่ำลึกจนคนฟังรู้สึก
"พี่จึงเป็นคนแปลก แปลกหน้าสำหรับเพื่อนฝูงไปเสียแล้ว ที่ไม่รู้จักลืม อะไรก็ไม่รู้มันสะกิดใจ สะกิดความรู้สึก เจ้าฟังแล้วก็อย่าตระหนกตามล่ะ พี่เพียงแต่พูดให้ฟังเพราะยังลืมไม่ได้เท่านั้น"
ดวงตาขุนไกรระยับขึ้นอีกครั้ง เมื่อกล่าวสืบไปว่า
"เลิกพูดเรื่องสงครามทีเถอะนะ ไหน เจ้าชโลมผิดด้วยแป้งอะไร ถึงหอมทน ไม่จางไปกับลมง่ายๆอย่างนี้ พี่จะไม่รังแกมากกว่านี้หรอก แต่อีกไม่กี่วันก็ต้องกลับไปราชการ"
คนพูดคลายยิ้ม หัวเราะแผ่วๆในลำคอ เมื่อโน้มหน้าลงใกล้แก้มนวล "ขอชื่นใจแก้มเนียนๆสักครั้งได้ไหมเอ่ย"
ดาวเรืองไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ ขุนไกรก็ไซ้จมูกลงที่แก้มอย่างอ่อนโยน เสียงร้องเฮ้อ แล้วอ้อมกอดนั้นก๋คลายตามด้วยเสียงกระซิบว่า
"ชื่นใจจริงแม่คุณของพี่ เถอะ…สัญญาแล้วก็จะรักษา ไม่รังแกให้เสียนวลมากกว่านี้หรอก เจ้าอย่าตระหนกไปเลย"
 
 
 
Ps. ไหนตอนแรกบอกแค่จับมือ _"_
     ผู้ชาย…
 
 
 
 
 
 
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s