เลือดขัตติยา : ลักษณวดี

Posted: มีนาคม 24, 2007 in Uncategorized
 
 
 เ ลื อ ด ขั ต ติ ย า  :  ลั ก ษ ณ ว ดี
 
 

 
สำหรับเรื่องเลือดขัตติยา เพิ่งรู้ว่าเคยเป็นละครด้วย
พออ่านจบแล้วกำลังคิดอยู่เชียวว่า สนุกอย่างนี้ทำไมไม่มีใครเอาไปทำ?
ไปๆมาๆถึงนึกได้ว่าเคยผ่านหู(จากฝ้าย)ผ่านตา(ช่อง 5) มาเมื่อเร็วๆนี้นี่เอง
อ้อมแสดงเป็นเจ้าฟ้าหญิงทิพยรัตน์ดารากุมารี
ติ๊กเป็นอโณทัย (เลือกคนแสดงได้เหมาะมาก)
น่าเสียดายที่ไม่ได้ดู YY
 
 
กุหลาบงามยามบาน แย้มกลีบตระการ
แต่แล้วก็ร่วงโรยรา
เพราะเลื้อยขึ้นไปใกล้ฟ้า แม้ผู้ผ่านมา
จักกล้าจักหาญปานใด
ก็ บ่ เอื้อมหัตถ์ไป เด็ดกุหลาบอันไกล
จากกิ่งสูงลิ่มลอยลม
 – – – – – –
"ถ้าเมื่อใดหม่อมกระหม่อมทำหน้าที่ของตนเอง กระหม่อมก็จะต้องลืมเรื่องของหัวใจให้สิ้น
และถ้าเมื่อใดกระหม่อมทำตามหัวใจ หน้าที่ก็ไม่มีความหมาย"
– – – – – –
"หากหัวใจดวงหนึ่งกำลังจะสลายลง เธอคิดหรือว่า…
หัวใจอีกดวงหนึ่งจะไม่พินาศย่อยยับลงไปด้วย"
– – – – – –
"ถ้าเราเคยทำให้หัวคนที่เรารักหลุดจากบ่าได้ เราย่อมไม่อาทรต่อหัวใคร แม้แต่หัวตัวเอง!"
– – – – – –
"ลาก่อน…ดารา…หากฉัน ได้เวลา…นอนหลับ
ฉันจะขอร้องเจ้าหน้าที่เขาให้วางมือที่สวมแหวนวงนี้แนบหัวใจ เพื่อจะได้เป็นเครื่องหมาย
ว่าอโณทัยไม่เคยมีใครอื่นนอกจาก…เธอคนเดียว
ลาก่อน ทิพยรัตน์ดารากุมารี!"
 
 

เสียงย่ำ เสียงกู่ ห่างออกไป พระสหายจึงค่อยๆโผล่ขึ้นมา
ไปแล้ว…เจ้าฟ้าหญิงทิพยรัตน์ดาราฯทรงขัยพระองค์ออกจากกอหญ้า พลางชะเง้อขึ้นทอดพระเนตร
เขาคงเลยไปหาเราทางชายหาด
เดี๋ยวเขาพบเรือเราล่ะ?
คงไม่พบหรอกน่า ทำไมเขาจะต้องออกมาตามเธอด้วย?
แม่คงใช้มามั้ง
แม่เธอไม่เคยปล่อยให้เธอไปไหนคนเดียวเรอะ
ไม่เคย ไปไหนต้องมีคนไปด้วย
แล้วจะสนุกอะไร
นั่นซิ เวลานอนก็มีคนคอยเฝ้า
ยังกะเป็นนักโทษพระสหายวิจารณ์ พลางทำจมูกย่นอย่างไม่ชอบใจ
คอยดูนะ ถ้าฉันเป็นพระราชินีขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็ ฉันจะนอนคนเดียวในห้องกว้างๆไม่ให้มีใครอยู่ด้วยสักคน
แล้วฉันล่ะ?
อ้าว…เธอเป็นทหารนี่ ฉันจะให้ยศสูงๆ
แล้วได้แต่งงานกับพระราชินีไหม?คำถามนั้นเป็นคำถามแบบเด็กๆที่มิได้รู้ความหมายลึกซึ้งไปกว่านั้น
ก็เธอไม่ได้เป็นเจ้าชาย แล้วจะแต่งกับพระราชินีได้ยังไง?
พระราชินีจะแต่งงานกับเจ้าชายเรอะ?
งั้นซิ…
ว้า…งั้นอย่าเป็นพระราชินีเลย
ทำไม?
ก็ฉัน…อยากแต่งงานกับเธอนี่!”
แต่แม่จะให้ฉันเป็นพระราชินีละ
ถ้าฉันเป็นทหารไม่ได้เป็นเจ้าชาย ฉันจะไม่ยกให้เธอเป็นพระราชินี!”
ฉันจะเป็น
ก็คอยดูซิ! ยังไงๆเธอก็ต้องให้ฉันช่วย
ขณะที่พูดดวงตาคมแวววับมีประกายถือดี แลทอดไปยังวงพักตร์อ่อนเยาว์อย่างมาดหมาย!
 

 

‘อโณทัย…"
พระสุรเสียงที่เอ่ยขานนามพระสหายเบาลง จนเกือบจะเป็นง้องอน
‘เธอโกรธฉันเรอะ?’
ดวงหน้านั้นไม่ได้เบือนหันมา แต่ริมฝีปากได้รูปเม้มสนิท ความซีดของใบหน้าขับใต้คิ้วและดวงตาดำเข้มยิ่งขึ้น
‘วันก่อนฉันออกไปพบเธอไม่ได้’
‘รู้แล้ว’  เสียงที่สวนขึ้นทันควันตวัดเล็กน้อย
‘ไม่งั้นคงไม่ต้องนั่งตากแดดคอยตั้งแต่เช้าจนเย็น’
‘ฉันเสียใจจริงๆนะ อโณทัย’  พระสุรเสียงร้อนรน มีแววกังวลอย่างแท้จริง
‘แต่ฉันหลบออกไปไม่ได้ มีคนคอยคุมตั้งเยอะ’
‘ก็ไม่เห็นเป็นอะไร เคยเล่นคนเดียวได้ ทำไมจะเล่นคนเดียวต่อไปอีกไม่ได้’
‘แล้วทำไมเธอโกรธฉันล่ะ’
‘ไม่ได้โกรธ!’
ทั้งๆที่บอกว่าไม่ แต่ดวงตามีแววกราดเกรี้ยวอย่างคนเจ้าอารมณ์
‘ถ้าไม่โกรธ แล้วทำไมเธอทำหน้าอย่างนั้นล่ะ?’
ยิ่งถูกรุมถามอย่างรู้ทัน อีกฝ่ายหนึ่งยิ่งเม้มปากแน่นขึ้น
‘เอาเถอะน่า อโณทัย…คราวหน้าฉันรับรองว่าจะพยายามออกไปให้ได้เลย’
‘เราไม่สนใจ!’
‘ตามใจซิ’ พระสุรเสียงแสดงว่าเริ่มน้อยพระทัย
‘ไม่ไปก็ได้!’
ดวงตาคมดำค่อยคลายทิฐิลง หางตาชำเลืองมาแวบหนึ่งอย่างลังเล ก่อนที่จะหลุดปากออกมาได้ว่า
‘อาทิตย์ที่แล้วเราเจอรังนก มีลูกตัวเล็กๆด้วย’
‘เรอะ…จริงเรอะ?’  เจ้าฟ้าหญิงพระองค์น้องชะโงกพระพักตร์มารับสั่งถามเร็วปรื๋ออย่างตื่นเต้น
‘มีกี่ตัว สวยไหม?’
พอชักรู้ตัวว่าเป็นต่อ สีหน้าคนพูดก็เริ่มบึ้งขึ้นมาอีก คำอธิบายกล่าวลอยๆคล้ายจะเล่าให้ลมและฝนฟังเสียมากกว่า
‘ตัวเล็กนิดเดียวขนเพ่งขึ้นเหลืองๆปากแดงแจ๊ดเลย’
‘ไปพบตรงไหน ตรงซุ้มไม้ที่เดิมหรือเปล่า?’
‘ใครอยากเห็นก็ต้องไปดูเอง’
‘จริงนะ พาไปจริงๆนะ แหมกว่าจะได้ดูอีกหลายวัน…เดี๋ยวมันบินไปหมด’
‘ผู้หญิง?’  เสียงที่ขึ้นจมูกมีแววดูแคลนแบบเก่า
‘เฮอะ…นกกี่วันมันถึงจะบินได้ก็ไม่รู้’
‘ยังดีกว่าผู้ชายขี้งอน!’
‘ผู้หญิง…’  พระสหายพูดต่อด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม
‘โลเลเหลาะแหละ เดี๋ยวยังโง้นเดี๋ยวยังงี้ เชื่อไม่ได้ นัดก็ไม่เป็นนัด’
‘ก็บอกแล้วว่าไปไม่ได้…ไปไม่ได้…ไปไม่ได้’  ทรงซอยพระสุรเสียงอย่างถี่ยิบเถียงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
‘อาทิตย์หน้าเราจะไปตกปลากินเสียให้หมด ขอดเกล็ดสวยๆทิ้งแล้วเอาไปตากแดดให้มันตาย’
‘คนใจร้าย ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ’  ถ้อยรับสั่งเริ่มค่อนขอดบ้าง
‘ใจร้ายยังดีกว่าเสียคำพูด’
‘แต่เราก็ไม่เคยทำให้ใครตาย’
‘ถ้าคนเราโดนแดดมากๆแล้วตายอย่างปลา เราก็ตายไปแล้วตั้งแต่วันนั้น’ 
 

กราบทูลใต้ฝ่าพระบาท

     กระหม่อมรู้ดีว่าไม่มีอะไรจะเป็นการ อาจเอื้อม และ  บังอาจ ยิ่งไปกว่าสิ่งที่กระหม่อมกำลังทำอยู่ในบัดนี้แล้ว แต่กระหม่อมก็ยังตัดสินใจที่จะทำลงไปอยู่นั่นเอง แม้จะรู้ว่าโทษของตัวมีสถานใด เพราะสำหรับกระหม่อม โทษทัณฑ์ใดๆที่ตัวเองะต้องได้รับก็ยังไม่ขมขื่นเท่าความจริงที่มีอยู่ ขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้ กระหม่อมนึกอยู่เสมอว่า ดัวเองกำลังเขียนถึง ดาราเพื่อนเล่นคนแรกและคนเดียวที่เคยมี หากเวลาเขียนจริงๆสิ กระหม่อมกลับต้องขึ้นต้นว่า กราบทูลใต้ฝ่าพระบาท ทั้งๆที่อยากเขียนอย่างอื่นใจจะขาด สำหรับ ดารา กระหม่อมดูช่างมีเรื่องที่อยากจะพูด อยากจะเล่าให้เขาฟังมากมายเหลือเกิน แต่สำหรับฝ่าพระบาทช่างห่างไกลนักหนา เพราะระยะใดที่ดวงอาทิตย์ อโณทัย ขึ้นมา เหล่าดวง ดารา ก็จะหลีกลี้สิ้นแสงหายไปจนสิ้น
     กระหม่อมอยากจะทูลวิงวอนให้ใต้ฝ่าพระบาททรงช่วยนำข่าวจากกระหม่อมไปบอก ดารา คนนั้นทีว่า เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เพื่อนเล่นของเธอคนนั้น ยอมละทิฐิลงขอโทษสำหรับการกระทำทั้งหมดที่ผ่านไปแล้วเพราะเขาเองก็เพิ่งระลึกได้ว่า เขามีสิทธิ์อะไรที่จะกีดกั้นหวงแหนเธอไว้สำหรับเขาคนเดียว เขามีสิทธิ์อะไรที่จะขอสัญญาอันเห็นแก่ตัวดังที่เขาได้ทำไปแล้ว เขาควรจะพอใจเพียงแค่เธอให้หรือที่เธอคิดจะให้โดยไม่หวังอะไรอีก ทั้งๆที่นานนักหนามาแล้ว เขาผู้นั้นชอบแอบขึ้นไปที่ยวบนเกาะปีนป่ายขึ้นไปบนหน้าผา เพื่อจะได้ชะแง้ดูอาณาเขตพระราชฐานด้วยความพิศวงในใจว่า คนที่อยู่ในนั้นจะมีชีวิตอยู่อย่างไรหนอ จะโดดเดี่ยวอ้างว้างเหมือนเขาไหม เพราะนอกจากตำราเรียน เขาก็มีเพียงพ่อ แต่พ่อก็มักจะสนใจแต่หนังสือมากกว่าลูก ฉะนั้นหากไม่ขี่ม้าเล่น เขาก็ชอบไปคอยเพ่งมองความเคลื่อนไหวของคนอื่น
     จนกระทั่งเขาได้พบเด็กหญิงเล็กๆคนนั้น จากนั้นเขาก็ทึกทักเอาว่าเธอเป็นสมบัติของเขาเพราะเขาเองไม่ใช่หรือที่ลากขึ้นมาจากหนองน้ำวน และเขาเองไม่ใช่หรือที่ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างให้เธอ นับจากนั้นเขาก็ไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ชีวิตทั้งชีวิตดูจะมีความหวังขึ้นมาว่า เขาจะได้มีเพื่อนอย่างแท้จริง อันเป็นทั้งเพื่อนเล่น เพื่อนกิน เพื่อนคิด
     เพราะเธอเป็นสมบัติชิ้นแรกและความอบอุ่นทางใจครั้งแรกของเขานั่นเอง เขาจึงหวั่นนักหนาว่าสักวันหนึ่งเขาจะเสียเธอไป เขาจึงพยายามกีดกันเธอทุกอย่างจากคนทุกคน พยายามกดเธอไว้ในอำนาจของเขาแต่ผู้เดียว โดยเขาลืมไปว่า เธอมีอิสระแก่ตัวเอง ความหวงแหนของเขาไม่สามารถผูกพันเธอไว้ได้ เขาควรจะยอมรับภาวะเพียงแค่เพื่อนคนหนึ่งในหลายๆคนที่เธอมีอยู่
     หลังจากวันนั้นผ่านไปแล้ว ดารา จะรู้บ้างไหมหนอว่า เพื่อนของเธอคงเสียใจในการกระทำของตนเองสักแค่ไหน จนกลายเป็นความทุรนทุรายที่ต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนเองรู้ว่าผิดอย่างยิ่ง ทรงช่วยวิงวอนแทนเขาผู้นั้นด้วยเถิดว่า ณ บัดนี้ เขาผู้นั้นจะยอมเป็นทาสช่วงใช้ทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ได้ความเป็น เพื่อน กลับคืนมา และวันใดที่เขาอุตส่าห์ลอบว่ายน้ำไปวางดอกหญ้าไว้ท้ายอุทยานโน้น เขาก็จะนั่งคอยอยาบนชะง่อนหินที่เดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปร แม้ว่าการคอยนั้นจะกินระยะเวลาชั่วชีวิต

     ควรไม่ควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณา
    
อโณทัย

"ทรงจำได้ไหม นานมาแล้วบนเกาะนั้น เด็กชายคนหนึ่งเขาได้สัญญากับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งว่า ถ้าเด็กผู้หญิงคนนั้นจะเป็นพระราชินี เขาก็เป็นทหารที่ยอมถวายชีวิตไว้เบื้องพระยุคลบาท…"
"เธออยากให้ฉันเป็นพระราชินีหรือ อโณทัย?"
ริมฝีปากของชายหนุ่มเม้มสนิทอยู่นาน กว่าจะถวายคำตอบว่า
"อย่าทรงถามถึงความอยากหรือไม่อยากของกระหม่อมเลย เพราะกระหม่อมกราบทูลไม่ได้"
"เธอไม่อยากให้ฉันเป็นเพียง ดารา หรอกหรือ?"
พระสุรเสียงที่ถามเบาจนเกือบเป็นกระซิบ ดวงเนตรที่แลพุ่งตรงมามีริ้วรอยกระวนกระวาย
"กระหม่อมยินดีแลกด้วยชีวิตเชียวละ!"
คำกราบทูลหนักแน่นจริงจังแบบชายชาติทหาร
"แล้วทำไม…ทำไมเธอคิดว่า…"
"เพราะ…"  ริมฝีปากของคนตอบสั่นสะท้านเช่นกัน และดูราวเจ้าตัวจะต้องข่มอารมณ์อยู่นานกว่าจะกราบทูลได้ปกติ
"สันดานของผู้ชายทุกคนเหมือนกันพระเจ้าค่ะ ถ้าเขาไม่วางสิ่งที่เขา…บูชา…ไว้ในที่สูงสุด ก็จะลากลงไว้กับตัวเองจนได้ กระหม่อมพยายามจะทำในสิ่งแรก โดยไม่รู้ว่าจะข่มสันดานตัวเองไว้ได้นานแค่ไหน กระหม่อมถวายสัญญาได้ว่า มงกุฎราชินีที่ทรงสวมจะไม่ได้หมายถึงความเป็นเอกในแคว้นใดแคว้นหนึ่ง แต่…กระหม่อมจะเอาชีวิตตัวเองเป็นราชพลีสำหรับ เพชรยอดมงกุฎของทุกแคว้นพระเจ้าค่ะ!"
"ที่เธอพูดน่ะใหญ่เกินกำลังทั้งเธอแล้วก็กำลังฉันนะ อโณทัย"
"เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์พระเจ้าค่ะ"
"ถ้าเป็นได้ ฉันไม่ต้องการเวลานั้นเลยนะ อโณทัย"  ดวงตาที่แลมาอ่อนโยน แกมตื้นตันเป็นล้นพ้น
"กระหม่อมจะจำประโยคนี้ไว้จนตาย…"  พึมพำพลางทอดสายตาไปยังแนวไม้อันร่มครึ้ม
"ใครจะไปนึกว่า มงกุฎดอกไม้ป่าช่อนั้นคือเครื่องหมายของพระราชินีในอนาคต"
"แต่พระราชินีองค์นั้นเคยเป็นพลทหารของเธอมาก่อนไม่ใช่เรอะ เธอเองก็เถอะ ใครจะไปรู้ว่าต่อไปอาจจะได้เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารอย่างที่คุยไว้ก็ได้"
"กระหม่อมต้องเป็นให้ได้!" เจ้าฟ้าหญิงทรงทอดพระเนตรหน้าคร้ามคล้ายรูปปั้นอย่างอัศจรรย์พระทัย
"เธอมีแผนการอะไรอีกหรือ อโณทัย?"
"ทรงจำไว้เถิดพระเจ้าค่ะ ราชบัลลังก์ของฝ่าบาทจะไม่มีวันมั่นคงได้เลย หากไม่มีกองทหารค้ำจุน!"

เจ้าชายถอนพระทัยเบาๆเสด็จไปประทับยืนข้างช่องบัญชรกระจก พระหัตถ์ลูบไล้ตุ๊กตาทองบรอนซ์ใกล้อย่างพระทัยลอย
ฉันไม่ต้องการเพียงแค่นั้นนี่อโณทัย ฉันไม่ต้องการเพียงแค่โบราณราชประเพณี แต่ฉันต้องการทั้งหมดของหัวใจหญิงดารา มีประโยชน์อะไรที่เราจะได้มาเพราะคนอื่นมาชี้ว่า มันต้องเป็นไปอย่างนั้น ฉันต้องการเหมือนผู้ชายทุกคนที่มีต่อผู้หญิงที่ตัวรัก
แต่นั่นมันอยู่ที่ว่า เราจะทำให้เขารักได้แค่ไหนด้วยพระเจ้าค่ะดวงพักตร์ที่เบือนกลับมามีริ้วรอยละอายเล็กน้อย
เธอเคยบอกว่า เธอเคยมีรักมาแล้ว และเขาก็รักเธอด้วยไม่ใช่หรือ?  ไม่มีคำกราบทูลตอบ นอกจากอาการนิ่ง ซึ่งเจ้าฟ้าชายสิทธิประวัติฯทรงถือเป็นคำตอบเช่นกัน
เธอทำยังไงล่ะ เขาถึงได้รักเธอ?
ให้ชีวิตทั้งชีวิตพระเจ้าค่ะ เพราะที่สุดของมนุษย์ก็มีอยู่เท่านั้นเอง
แต่หญิงดารา ไม่ใช่คนอย่างนั้น กระแสรับสั่งเบาลง ปนอาการทอดถอนพระทัย
ไม่ว่าชีวิตของฉัน หรือราชบัลลังก์ ดูเหมือนเธอจะไม่ไยดีสักอย่างเดียว ท่าทางเหมือนคนไม่มีหัวใจ!” ดวงตาคมชำเลืองมองแวบหนึ่ง ริมฝีปากบางเม้มนิดๆ
ฉันไม่รู้จะทำยังไง ถึงจะให้เธอรัก?
รักคือการให้พระเจ้าค่ะ ให้…ให้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจะได้อะไรตอบแทน
ฉันให้หญิงดาราหมดแล้วนี่ อโณทัย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีอยู่นั่นแหละ
ยังไม่พอพระเจ้าค่ะ  คำกราบทูลเกือบจะมีแววเศร้าจนเจ้าฟ้าชายสิทธิประวัติฯเลิกพระขนงนิดๆ
มีอะไรอีกหรือ?
ความรักอย่างที่ทรงประทานให้ทูลหม่อมฟ้าหญิง เป็นความรักที่ยังทรงปรารถนาสิ่งตอบแทน อย่างน้อยก็…ความรักตอบ ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องตอบแทนด้วยความรักเสมอไปพระเจ้าค่ะ แต่อยู่ที่เราจะถนอมความรักนั้นไว้ให้ยืนยง อาทรต่อสิ่งที่เรารักเพื่อให้มีความสุข เพื่อที่จะให้อยู่ในที่อันงดงามเท่านั้น…ก็เพียงพอแล้ว
เธอทำใจอย่างนั้นต่อความรักเสมอหรือ อโณทัย?
พระเจ้าค่ะ  ดวงเนตรสดใสแลจับอยู่ที่ราชวัลลภคนสนิทพลางแย้มสรวลน้อยๆ
"ถ้าฉันเป็นผู้หญิง ฉันก็คงเลือกรักผู้ชายอย่างเธอนี่แหละ"

เราไม่ได้ไปที่นั่น นานเท่าไหร่แล้วนะอโณทัย? คนตอบนิ่งงันอยู่เป็นครู่ ก่อนที่จะทูลค่อยๆจนแทบว่าเสียงสายน้ำจะกลบลงสิ้น  ทรงลืมเสียเถิดพระเจ้าค่ะ
เธออยากลืมหรือ?  ไม่มีคำตอบอีกนอกจากความเงียบและอาการทอดถอนใจ เจ้าฟ้าหญิงพระองค์น้องเองก็เพ่งทอดพระเนตรสายน้ำตรงหน้าอย่างแน่วแน่
จริงของเธออโณทัย…ฉันควรจะลืมเสีย ลืมตั้งแต่บัดนี้เลยใช่ไหม?
พระเจ้าค่ะ เพราะถ้าทรงลืมได้เท่าไหร่ ย่อมเป็นประโยชน์แก่องค์เท่านั้น
ใช่…ฉันจะลืมละ…ลืมเสียนะ…ลืมเสีย  รับสั่งพลางหลับพระเนตร ราวกับจะสะกดกลั้นความรู้สึกในพระทัยลงให้ได้
ร่างสูงขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย แต่แล้วก็ชะงักทิ้งแขนลงแนบลำตัว สีหน้าเคร่งขรึม
พระเจ้าค่ะ ลืมเสีย มนุษย์เราบางครั้งก็ต้องทำเป็นลืมอะไรบางอย่างเหมือนกัน
เธอใช้คำว่า ทำเป็นลืมอย่างนั้นหรืออโณทัย?
พระเจ้าค่ะ ทำเป็นลืม เพราะ…ความจริงแล้ว เราจำได้เสมอ  คนพูดทอดเสียงต่ำลง
แต่ถ้าเราไม่ทำเป็นลืม เราบอกตัวเองว่า…จำได้ จำได้ มันจะยิ่งร้าวรานยิ่งขึ้น
ฉันจะพยายามรับสั่งพลางเสด็จออกนำหน้าไปช้าๆเส้นทางนั้นเป็นบันไดลานชันขึ้นสู่เนินสูง สองข้างร่มครึ้มด้วยร่มพฤกษ์ เบื้องบนประดิษฐานรูปปั้นหินอ่อนขาวกระจ่างอยู่ท่ามกลางแสงสลัวๆที่ทอลอดลงมาเป็นทาง ใบหน้าคร้ามคมสันแหงนเงยขึ้นมองด้วยตาเศร้าๆ
สักวันหนึ่ง…ฝ่าบาทจะได้ประทับอยู่บนที่สูงเช่นนั้น สักวันหนึ่ง…ซึ่งคงจะไม่นานนัก
มีประโยชน์อะไรอโณทัย ที่จะให้ฉันขึ้นไปนั่งอยู่บนนั้นแล้วก้มลงมาดูทุกคนข้างล่าง
 เพราะมีคนอยู่ไม่กี่คนน่ะซิพระเจ้าค่ะที่ทำได้ กระหม่อมถึงได้อยากให้คนๆนั้นเป็นฝ่าบาท
ฉันกลัวตัวเอง…อโณทัย…กลัวว่าจะโค่นลงมา
กระหม่อมทูลแล้วว่า ตราบใดที่กระหม่อมอยู่ที่ฐานราชบัลลังก์ จะไม่มีอะไรมาทำให้ไหวสะท้านได้เป็นอันขาด
เธอไม่รู้หรอกว่า คนที่ก้าวเข้ามาสู่ฐานะอย่างฉันต้องการความมั่นใจจากคนรอบข้างแค่ไหน"
สำหรับกระหม่อม ขอให้ทรงมั่นพระทัยได้…ทุกอย่าง!”  คำสุดท้ายเจ้าตัวหยุดไปนิดหนึ่งก่อนที่จะย้ำอย่างหนักแน่นพลางก้มลงหมุนแหวนในนิ้วมือเล่น เจ้าฟ้าหญิงทิพยรัตน์ดาราฯเบือนพระพักตร์มาทอดพระเนตร ก่อนที่จะรับสั่งถามเรียบๆว่า
เธอยังเก็บแหวนวงนั้นไว้อีกหรือ?  ดวงตาที่เงยขึ้นสบพระเนตรอ่อนโยนลึกล้ำ ริมฝีปากบางแต่สดใสแย้มออกเศร้าๆ
กระหม่อมตั้งใจไว้ว่า แม้ยามตายก็จะเอาติดตัวไปด้วย นอกจาก…คนที่ให้เขาทวงคืน…ซึ่งเท่ากับยื่นความตายให้กระหม่อมเหมือนกัน
ทำไม?
เพราะเท่ากับเขาบอกกระหม่อมว่า ระหว่าง เราไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว ฉะนั้นกระหม่อมก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน
คนที่ให้เธอ เขาคงไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอกอโณทัย เพราะสำหรับเขา แหวนวงนั้นมันมีความหมายเท่าๆกับของเธอนั่นแหละ
อาการทอดถอนพระทัยยาว…นาน…ดอกหญ้าสีอ่อนที่ขึ้นแซมระหว่างพันธุ์ไม้บานไสว
เธอไม่เคยเก็บดอกหญ้าให้ฉันนานแล้วนะอโณทัย
ถ้าทรงมีพระประสงค์ กระหม่อมจะเก็บมาถวาย
ทำไมจะต้องขอให้ฉันมี พระประสงค์ด่วยล่ะ? พระสุรเสียงแจ่มใสขึ้น ทำให้อีกฝ่ายยิ้มนิดๆ
เพราะดอกหญ้ามันมักจะรู้ตัวเสมอพระเจ้าค่ะ
เอาละ…งั้นวันนี้ฉันจะบอกว่าฉันมี พระประสงค์ ขึ้นมาละ
รับสั่งพลางหยุดประทับยืนคอย ในขณะที่อีกฝ่ายบุกพงรกข้างทาง ก้มลงเด็ดดอกหญ้าหลากๆสีรวมช่อ

"เธอทำเพื่อฉันตลอดมา…ฉันรู้…เธอหวังจะให้ฐานะทางการเมืองของฉันมั่นคง เธอหวังจะให้ตำแหน่งฉันสูงส่งไม่มีใครเทีบยเท่า"
"ใครก็หวังเช่นนั้นได้พระเจ้าค่ะ หากเขาเป็นข้าราชการที่พยายามทำตนให้ตรงตามความหมายแห่งตำแหน่งของตัว"
"อย่ากลบเกลื่อน…อโณทัย…สำหรับเธอ เธอพยายามยิ่งกว่านั้น เพราะ…ครั้งหนึ่งเธอเคยให้คำสัตย์ปฏิญาณไว้กับเจ้าหญิงเล็กๆพระองค์หนึ่งว่า ถ้าเจ้าหญิงพระองค์นั้นได้เป็นพระราชินี เธอจะใช้หัวของเธอเป็นเครื่องค้ำจุนราชบัลลังก์"
"เพียงแต่เจ้าหญิงพระองค์นั้น ยังทรงจำคำสัตย์ปฏิญาณของเขาได้ก็นับว่าน่าปลื้มใจแล้วพระเจ้าค่ะ"
"และเพราะเหตุนี้…เขาจึงพยายามจะทำอย่างนั้น"
"เขาควรทำมิใช่หรือพระเจ้าค่ะ?"
"แต่…บางอย่างฉันอยากให้เขาลืมเสีย ฉันอยากให้เขาลืมเจ้าหญิงองค์เล็กๆพระองค์นั้นเสียด้วยซ้ำ หรือถ้าคนสองคนนั่นจะไม่เคยเจอกันจะยิ่งดี เพราะอย่างน้อยที่สุด หัวคนคนหนึ่งจะยังอยู่บนบ่าตลอดไป"
"พ่อไม่ได้กราบทูลอะไรบ้างเลยหรือพระเจ้าค่ะ เมื่อทรงเสด็จออกไป?"
"ทำไม?"
"เพราะถ้าทรงรับสั่งถึงเรื่องนี้กับพ่อจริง ในฐานะครู พ่อคงจะสอนอะไรถวายบ้าง"
"เธอกับครูนี่ช่างเหมือนกันจริง"
"แต่พ่อบ่นเสมอว่า กระหม่อมไม่ได้ดังใจท่าน
""อโณทัย…ถ้าเธอลืมคำสัตย์ปฏิญาณนั้นได้ และถ้าเธอไม่มีอำนาจใดๆอยู่ในมือ เธอรับรองได้ไหมว่า เธอจะกลับไปอยู่กับครูอย่างเงียบๆ?"
"ทรงรับสั่งอะไร?" ถ้อยรับสั่งอธิบาย ดูจะยากเย็นยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
"ฉันหมายความว่า หากมีพระบรมราชโองการถอดเธอจากตำแหน่งทุกตำแหน่งเสียก่อน ในฐานะที่ปฏิบัติราชการผิดพลาด การพิจารณาคดีพรุ่งนี้ก็จะเป็นอันล้มเลิก"
"เจ้าหลวงทรงมีพระราชดำริอย่างนั้นหรือพระเจ้าค่ะ?"
"ฉันอาจจะกราบทูลได้ หากเธอยอมตกลงว่าเธอจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก โดยเฉพาะ…เธอคืนแหวนนั่นให้ฉันเสียได้ไหมอโณทัย?"
พระราชดำรัสประโยคหลังดูจะกลั้นพระทัยนิดๆ อีกฝ่ายหนึ่งเงยหน้าขึ้นโดยเร็ว ปลายนิ้วแตะแหวนทองเกลี้ยงในนิ้วชี้อย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่าหวงแหน
"แหวนอะไรพระเจ้าค่ะ?"
คำถามห้าวลึกตวัดห้วน เจ้าหญิงรัชทายาทเมินพระพักตร์ไปทางหนึ่ง
"เธอก็รู้ว่าแหวนวงไหน…"
ใบหน้าคล้ำคมสันก้มลงดูแหวนทองวงหน้าสลักลวดลายวิจิตรในมือ ก่อนที่จะยกขึ้นแตะริมฝีปากอย่างถนอม
"แหวนวงนี้เป็นของกระหม่อมโดยชอบธรรมเพราะ…ผู้หญิงคนที่กระหม่อมรักเป็นคนให้มา และจากนั้นจนบัดนี้กระหม่อมไม่เคยถอดเลยสักครั้งเดียว"
ดวงพักตร์ขาวนวลเป็นสีจัดขึ้น หากอีกฝ่ายมิได้มองมาแม้แต่น้อย
"ผู้หญิงคนที่ให้กระหม่อมเขาชื่อดารา และเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์มาทวงคืน สำหรับคนอื่น…แม้แต่ตำแหน่งเจ้าหญิงรัชทายาทก็เถอะ ถ้าหากต้องการ ก็จงเอาหัวของกระหม่อมไปเสียก่อน!"
"ให้ฉันเถอะอโณทัย และถือเสียว่าเราหมดความสัมพันธ์ต่อกัน"
"ฝ่าบาททรงเป็นได้เพียงเจ้าคน นายคน แต่ไม่ใช่เจ้าหัวใจของกระหม่อม!"
"ถ้าดารา เขามาขอคืนเองเล่า?"
"เขาก็ควรรู้พระเจ้าค่ะ ว่ามันหมายถึงชีวิตกระหม่อมเช่นกัน"
"ของแค่นั้น มีความหมายต่อเธอนักหนาเชียวหรือ?"
"อย่ามาถามเฉพาะกระหม่อม โปรดทรงไปถามดาราเขาด้วย"
ดวงเนตรดำคม มีฝ้าน้ำหล่อรื้นขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ริมโอษฐ์สั่นระริก
"ฉันไม่กล้าถามเขาหรอกอโณทัย ฉันไม่กล้าถามเขานานมาแล้ว เพราะฉันกลัวจะได้รับคำตอบจากเขา เขากับฉันต่างกันนักหนา เขาเป็นผู้หญิงอิสระที่จะทำอะไรได้ดังหัวใจปรารถนา แต่ฉันคือเจ้าหญิงรัชทายาทที่มีมงกุฎเป็นเครื่องบังคับ"
"สำหรับกระหม่อม รู้จักเจ้าหญิงรัชทายาทในฐานะที่กระหม่อมเป็นข้าทหาร แต่กับดารา…เธอเป็นดวงประทีปในใจกระหม่อมตลอดมา กระหม่อมยอมเสียหัวเพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์ให้เจ้าหญิงรัชทายาทได้ แต่กับดารา กระหม่อมเชือดหัวใจให้เขาได้"
"ถ้าเขารู้…เขา…เขาคงปลื้มใจนะอโณทัย…" มือเรียวใหญ่ลูบคลำแหวนวงนั้นอย่างรักใคร่
"แต่กระหม่อมไม่หวังให้เขารู้ ถ้ากระหม่อมรักอะไร กระหม่อมยินดีรัก โดยไม่หวังได้ความรักนั้นตอบแน…ชื่อ…ดารา…ก็บอกอยู่แล้วว่า สูงนักหนา…สูงสุดมือคว้า แล้วมนุษย์จะคว้าอะไรอีก" ใบหน้าอ่อน คมสัน เงยขึ้นช้าๆ
"แหวนวงนี้สำหรับกระหม่อมแม้จะแลกกับหัวตัวเองได้ กระหม่อมก็ไม่ปรารถนาจะแลก" แขนล่ำสันเหยียดตรงมาเบื้องหน้า ประกายสีทองเป็นเงาวับ
"และถ้าจะถอดจริงๆ ก็เห็นจะต้องตัดหัวก่อนตัดนิ้วกระหม่อมไป!"

 

 

 

ความเห็น
  1. thanachote พูดว่า:

    เหอะๆเจ๊กบ อ่านหมดยังเนี่ยที่เอาเข้าสเปชอ่า
    อิอิ++

  2. แพรวพรรณ พูดว่า:

    แก!
    ชั้นไปยืมแล้วนะ
     
    แต่ยืมเล่ม 2 มาอ่ะ 
     
    กรี๊ดอ่ะ  เปิดมาก็บทที่ 23
     
    – อาซ้อหนออาซ้อ –

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s