ฟ้าจรดทราย : โสภาค สุวรรณ

Posted: มีนาคม 17, 2007 in Uncategorized
 
 
 ฟ้ า จ ร ด ท ร า ย : โ ส ภ า ค  สุ ว ร ร ณ
 
ฟ้าจรดทราย 1-2 
 
ชอบตั้งแต่ชื่อเรื่องเลย ‘ฟ้าจรดทราย’
สนุกตรงที่อ่านได้แล้วได้รู้วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชีวิตในทะเลทราย
มีทั้งมั่งคั่งร่ำรวยล้นฟ้า และล้าหลังเร่ร่อนอย่างชาวเบดูอิน
เรื่องราวของมิเชลล์ เดอลาโรนีล์ หญิงสาวผู้เกิดในตระกูลอันสูงส่งหากแต่ไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้คนในครอบครัว
ทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อเพื่อนรักของเธอหักหลัง เพราะเคืองแค้นที่ชายคนรักเปลี่ยนใจไปรักเพื่อนสาวของหล่อนแทน
มิเชลล์ได้พบกับชาริฟ ราชองค์ครักษ์ประจำองค์กษัตริย์อาหเม็ดนายแพทย์ผู้เปี่ยมความรู้ความสามารถผู้มีเชื้อสายราชวงศ์แห่งฮิลฟารา
การผจญภัยในทะเลทรายเริ่มขึ้นหลังจากการก่อกบฏของเจ้าชายโอมาน แล้วความรักของทั้งสองก็เริ่มก่อตัวขึ้น ท่ากลางความร้อนระอุ
และมนตราแห่งทะเลทราย
เชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมที่แตกต่างล้วนเป็นอุปสรรค
แต่กระนั้น… ความรักก็ชนะทุกสิ่ง
(ฮ่าๆๆๆๆ บรรทัดข้างบนน้ำเน่าสิ้นดี!)
ตามที่ผู้เขียนได้บรรยายไว้ มิเชลล์เป็นสาวลูกครึ่งที่สวยมาก  สวย สง่า บริสุทธิ์ มีเสน่ห์
พระเอกของเราก็ใช่ย่อยที่ไหน  เกิดมาจากตระกูลสูง เก่ง ความรู้ดี
เป็นทั้งทหารราชองครักษ์ นายแพทย์ แถมยังบรรยายว่าหล่ออีกต่างหาก
อะไรจะเพอร์เฟคกันขนาดนั้น
(ยกเว้นชีวิต…. รันทดกันซะเหลือเกิน YY)
 
เมื่ออากาศเป็นเช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดก็คือกลับเข้าไปนั่งกอดเข่าในกระโจม พันเอกชาริฟล้มตัวลงนอนเหยียดยาว ดูเหมือนว่าเขาจะหลับไปในทันทีนั้นเอง มิเชลล์นอนลงบ้าง ไม่ไกลจากเขานัก
หล่อนมองสำรวจไปทั่วร่าง ชายผู้นี้คนละเชื้อชาติและศาสนา อย่างที่เขาว่า มีความรู้ดี เป็นทั้งแพทย์และนักการทหารที่เชี่ยวชาญด้านการรบ ทั้งใบหน้าก็งดงาม คมคาย เกิดในสกุลดี…แต่ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกั้นขวางระหว่างเขากับหล่อนตลอดเวลา มิเชลล์คิดว่าตัวหล่อนนั่นแหละ ที่จะทนกับขนบประเพณีอะไรไม่ได้ ถ้าจะต้องยอมรับนับถือไปตลอดชีวิต
หล่อนเริ่มไม่แน่ใจเมื่อเห็นประกายบางอย่างในดวงตาของเขา ประกายแบบนั้นทำให้อารมณ์หล่อนอ่อนไหว แต่แล้วก็จางหายไปรวดเร็วเหลือเกิน แม้แต่เขาเองก็เถอะ มิเชลล์พบว่าบางครั้งเขาดูเฉยเมยไม่ไยดีและบางครั้งก็ลืมตัวใกล้ชิดหล่อนจนน่าตกใจ อย่างไรก็ตาม หล่อนยังนึกขอบใจและบูชาความเป็นมนุษย์ผู้ชายผู้ประเสริฐสุดของเขาในข้อที่ว่าหล่อนได้เดินทางมาจนป่านนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่า ยังคงเป็นมาดมัวเซลล์ เดอลาโรนีล์ อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ
พันเอกชาริฟรู้สึกตัวตื่นในพลบค่ำ มิเชลล์ไม่ได้ปลุก คงปล่อยให้เขานอนเต็มอิ่ม เขาลุกไปล้างหน้าที่บ่อน้ำใสแล้วกลับมาที่อูฐตัวหนึ่ง ยกถุงบรรจุข้าวสารและกระป๋องน้ำมันมาวางบนพื้นทรายหน้ากระโจมเพียงด้วยหม้อใบหนึ่ง หล่อนไม่เชื่อตาตัวเองว่า เขาจะหุงข้าวได้นุ่มนวลอย่างนั้น ชาริฟใช้น้ำมันพืชในกระป๋องในการหุงข้าวครั้งนี้ เขาปล่อยให้มันกรุ่นอยู่บนกองฟืน
ทิ้งไว้อย่างนั้น กินกาแฟและขนมปังรองท้อง เราจะกินข้าวเย็นดึกหน่อย
พันเอกชาริฟรอจนความมืดเข้ามาปกคลุมบริเวณนั้น คืนนั้นเป็นคืนข้างขึ้น ตกดึก เขาก่อกองไปหลายกองทิ้งระยะห่างกันพอสมควร แล้วหยิบปืนยาวมาบรรจุกระสุนที่หน้ากระโจม มิเชลล์ตามมานั่งข้างๆมองการกระทำนั้นอย่างสนใจ ชาริฟหันมายิ้มพูดว่า
ออกไปซุ่มยิงกระต่ายด้วยกันไหม
ดูท่านมั่นใจเหลือเกินนะ ถึงกับหุงข้าวรอ
เชื่อมือเถอะน่า
เขาพูดแล้วลุกขึ้น หล่อนเดินตามไปเงียบๆ พื้นทรายขาวสะอาดอยู่ในความมืดสลัว ต้นกระถินเหลืองดูเป็นเงาตะคุ่มๆทั่วไปหมด กองไฟสีแดงดูงดงามในความมืด เขาให้หล่อนนั่งลงไม่ไกลจากกองไฟนัก ความเงียบเข้ามาแทนที่ มิเชลล์ลืมความวิตกกังวลอื่นๆจนหมดสิ้น ไม่นานหล่อนก็เห็นดวงตาวาวๆอยู่ในความมืดตามหมู่ไม้ ชาริฟเตรียมพร้อมที่จะลั่นกระสุน
อีกพักใหญ่ต่อมา หล่อนก็เห็นสัตว์ตัวไม่เล็กนักมีขนปุกปุยสีเทาแก่วิ่งตัดหน้ากองไฟไปอย่างรวดเร็ว หล่อนคิดว่าคงจะเป็นกระต่ายแน่แต่ตัวมันโตเหลือเกิน ชาริฟอยู่ในความสงบต่อไป พระจันทร์เริ่มโคจรมาเรื่อยๆแสงดาวดูริบหรี่ลงไม่เหมือนตอนที่พระจันทร์แรกขึ้นใหม่ๆ
แล้วก่อนที่หล่อนจะทันสังเกตเห็นอะไรเคลื่อนไหว ชาริฟก็กดไกปืนปล่อยกระสุนออกไป เสียงดังก้องไปทั่วในความสงัดนั้น มิเชลล์ผุดลุกขึ้นยืน หล่อนเห็นมันแล้ว เจ้ากระต่ายตัวนั้นนอนตายอยู่ไม่ไกลนัก
พันเอกชาริฟฉุดแขนหล่อนพลางบอกว่า ไปดูกันเถอะ ตัวใหญ่ดีพิลึก
มิเชลล์นึกถึงกระต่ายขาวตาทับทิม และบางตัวก็มีสีน้ำตาลอ่อนหรือเทาปนขาวน่ารักหนักหนา แต่เมื่อเข้าไปใกล้เจ้ากระต่ายทะเลทรายตัวนั้นหล่อนก็ส่ายหน้า หน้าตามันน่าเกลียดน่ากลัวเหมือนกระต่ายแก่ๆ ตาเหลือกพองตามแบบฉบับของมัน หาความน่ารักไม่ได้เลย และตัวก็เกือบเท่าแมวตัวเขื่องๆก็ว่าได้
ชาริฟหิ้วหางมันขึ้น เดินกลับมาที่กระโจม เขาส่งปืนให้หล่อน บอกว่า นั่งเฉยๆ ฉันจะจัดการย่างมันเอง
มิเชลล์นั่งพิงกระสอบที่บรรจุฟืน มองดูเขาทำกระต่ายตัวนั้นให้เป็นอาหารอย่างสนใจ ไม่นานนักหล่อนก็ได้กลิ่นเนื้อย่างลอยมาตามลม ชาริฟวุ่นวายอยู่กับการย่างกระต่ายพักใหญ่ก็กลับมาที่กระโจม ในมือมีอาหารมื้อพิเศษติดมาด้วย
ข้าวหุงด้วยน้ำมันของเขาก็ดูเข้าทีหรอก แต่มิเชลล์ไม่ยอมแตะต้องเนื้อกระต่ายตัวนั้น
ฉันไม่ชอบค่ะหล่อนบอกเขาตามตรง
แต่เธอต้องกินด้วยนะ ขาดอาหารโปรตีนมานานแล้ว
ไม่ค่ะหล่อนหันหน้าหนี
นี่…ลองสักนิดเถอะน่า อย่าทำเป็นคนโง่หน่อยเลย
เอ๊ะ…ก็ฉันบอกว่าเหม็นสาบมันนี่คะ
หล่อนขึ้นเสียง ตาชาริฟเหมือนเด็กดื้อเสียแล้ว เขาใช้มีดตัดเนื้อย่างชิ้นนั้นถือไว้ในมือขวา กระโดดเข้ามาหา คว้ามือมิเชลล์ไว้แน่น หล่อนโกรธจนหน้าแดงเมื่อเนื้อชิ้นนั้นเข้าไปอยู่ในปากจนได้ รสของมันเค็มและเหม็นสาบสิ้นดีทีเดียว แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นวิ่งออกไปพ้นกองไปที่สว่างวาบ ไม่มีอะไรเหลืออีกเลยในท้อง…
ชาริฟหัวเราะหึๆกินเนื้อกระต่ายหน้าตาเฉย หล่อนโกรธจนพูดไม่ออกอยู่นาน พอกลับมาถึงกองไฟ มิเชลล์ก็ตรงไปที่บ่อน้ำข้างกระโจม ล้างปากเสียจนพอใจ เขาเก็บอาหารเข้าที่แล้วเช็ดมือไปมา ท่าทางเหมือนคนมีความสุข ความเคร่งเครียดเฉียบขาดและมีอำนาจไม่เหลือให้เห็น มิเชลล์เห็นเขายกถุงหนังแพะบรรจุน้ำขึ้นดื่มแล้ววางไว้ข้างก้อนหิน
คนยุโรปนี่ช่างโง่จริงๆนะ กินอะไรไม่เป็นเสียเลย
หล่อนยืนนิ่ง เขาเดินเข้ามาใกล้ ถามอีกว่า ต่อไปจะต้องกินเนื้อกีบัส สาบแรงกว่านี่อีกนะ
พวกเราไม่ได้โง่อย่างที่ท่านว่าหรอก พันเอกชาริฟ…พวกท่านน่ะซียังป่าเถื่อนหล่อนพูดออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เขามีดวงตาลุกวาวอย่างน่ากลัว คว้าร่างบอบบางเพราะความผ่ายผอมของหล่อนเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว และท่ามกลางแสงจันทร์ที่สว่างเหนือท้องทะเลทรายอันเงียบสงัดนั้น มิเชลล์ก็ต้องร้องออกมาเบาๆอย่างโกรธแค้น เมื่อเขารัดร่างของหล่อนไว้แนบแผ่นอกอันผึ่งผายนั้น ใบหน้ารกด้วยหนวดเคราโน้มลงหาใบหน้าของหล่อน ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับบนปากงดงามที่สั่นระริก รุนแรงและปราศจากความปราณี เท่านั้นหาพอไม่ ใบหน้ารกรุงรังนั้นยังแนบเคลียอยู่กับแก้มเนียนละเอียดจนหล่อนเจ็บระบมไปหมด
เขาปล่อยหล่อนเป็นอิสระ ยืนประจันหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน มิเชลล์กำมือแน่น ดวงตาวาวโรจน์แล้วหล่อนก็หันหลังกลับน้ำตาปริ่มดวงตาทั้งสองข้างเสียงเขาเยาะเย้ยมากับลมว่า  คนป่าเถื่อนก็จริง แต่ก็จูบคนศิวิไลซ์อย่างเธอเป็นเหมือนกันนะ วิธีนี้เราไม่ใช้กันหรอก แต่ก็ทำเป็น อาจจะดีกว่าผู้ชายของพวกเธอก็ได้
มิเชลล์สั่นสะท้าน หล่อนหันกลับมาเผชิญหน้าอีกครั้ง คราวนี้พันเอกชาริฟถึงกับตกตะลึง ในมือของหล่อนมีมีดพื้นเมืองยุโรปโค้งครึ่งวงกลมปลายมน เงาวาบ มีดของเขานั่นเอง วางทิ้งไว้บนก้อนหินและยังไม่ได้เก็บเข้าฝัก


เอาแหวนเปียรุสคล้องคอทำไมกัน
เจ้าหญิงฟารีดาบอกฉันว่าเป็นเครื่องรางสำหรับป้องกันคนคิดร้าย หล่อนตอบหน้าตาเฉยก่อนจะย้อมถามว่า
เก็บของไปไหน ก็ท่านว่าจะพักอีกคืน
ไม่ละ เรามีคนแข็งแรงทั้งนั้น ทหารพระราชาและแม่เสือหญิง จะกลัวทำไมกับความลำบาก ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย
เขาพูดเสียงดุดัน หล่อนไม่ว่ากระไรแต่เดินเลี่ยงไปที่ริมน้ำ เสียงใบปาล์มกระทบกันเพราะแรงลม อากาศเย็นสบายและบริสุทธิ์จนมิเชลล์นึกอาลับสถานที่นี้ยิ่งนัก หล่อนแหงนหน้าขึ้นมองบนต้นอินทผลัม มีนกหลายตัวเกาะนอนเห็นเงาตะคุ่มๆความสงัดขณะนั้นช่างเหมาะกับผู้รักสันโดษ สละแล้วซึ่งกิเลสทั้งหลาย เยือกเย็นและสวยงามจนไม่อยากจะละจากไป…หล่อนก้มหน้าดื่มน้ำในบ่อจนเต็มท้อง ดื่มอย่างที่ไม่เคยดื่มมาก่อน
อูฐทำเสียงฟืดฟาดดังมาอีก หล่อนเดินกลับมาที่กระโจมซึ่งบัดนี้ถูกเก็บขึ้นบรรทุกหลังอูฐเรียบร้อยแล้ว มิเชลล์แปลกใจที่เห็นแคร่ไม้มีขอบกั้นซึ่งเคยใช้บรรทุกของว่างเปล่า แต่มีผ้าปูไว้อย่างดี ปกติถ้าไม่ใช่บรรทุกสินค้าชาวเบดูอินจะให้สตรีนั่งแทนการไขว้ขาแบบบุรุษ เขาพูดว่า
เราจะเดินทางตลอดคืนและพรุ่งนี้อีกวัน พักชั่วตอนเที่ยงจนถึงบ่ายแล้วเดินต่อไป อีกไม่ไกลแล้ว เธอนั่งบนอูฐตัวนี้จะได้พักบ้าง ไม่ตกลงมาคอหักตายเสียก่อน…แต่…ตอบคำถามฉันก่อนซิ เมื่อครู่เธอดื่มน้ำในบ่อนั่นทำไมมากมายนัก จับไข้รึ จึงกระหาย

มิเชลล์ตีหน้าตาย ขยับมีดที่เอวไปมาก่อนจะตอบว่า
ต่อไปนี้เราจะต้องช่วยตัวเอง ฉันกินเผื่อไว้วันหน้าค่ะ จะได้ไม่เป็นลมเป็นแล้งเดือดร้อนทหารของพระราชา
อือม์… เขากลั้นหัวเราะอย่างยากเย็น ไม่รู้ว่าเธอเป็นอูฐ
ค่ะ…ฉันเป็นอูฐ และต่อไปนี้ฉันจะอดทนเหมือนอูฐในทะเลทราย
ดีมาก เอ้า นั่งเสียที เราจะออกเดินทางกันละเขาเตือน
หล่อนก้าวขึ้นไปนั่งบนแคร่ไม้ ยามกลางวันขึ้นแคร่นี้สามารถดึงผ้าบังแดดได้ด้วย อูฐเริ่มออกเดินช้าๆ ชาริฟล่ามอูฐทุกตัวเข้ากับตัวหน้าที่เขากำลังนำทางอยู่ขณะนี้ เขามีดาวเหนือดวงใหญ่เป็นเครื่องนำทางยามค่ำคืนอย่างเดียวเท่านั้น เดือนคล้อยไปเรื่อยๆ ท้องฟ้าโปร่ง มิเชลล์พยายามที่จะไม่หลับ หล่อนจะต้องเข้มแข็ง ต่อไปนี้จะวางใจใครไม่ได้ แม้แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทหารของกษัตริย์ เป็นถึงนายแพทย์ และยังเกิดในสกุลสูงส่งอีกด้วย ความจริงหล่อนก็ไม่ได้ไว้ใจเขาหรอก แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือ ดูๆเขาก็สุภาพอยู่หรอก แต่การกระทำอันแสนกักขฬะเมื่อครู่นี้ หล่อนจะไม่อภัยให้เขาเป็นอันขาด
ริมฝีปากยังระบม และหนวดเคราที่บดขยี้ลงบนแก้มของหล่อนทำให้เจ็บชั่วพักเดียวก็จริง แต่ความแค้นใจนั้นมีมากกว่า เขาคิดแต่แรกว่าหล่อนก็คงเหมือนสาวๆชาวปารีสที่ชอบเสรีรัก ครั้งจะอธิบายให้ฟัง เขาก็คงจะคิดใหม่ว่าหล่อนง่ายเหมือนแม่สาวอื่นๆทั่วไปที่ยอมใจอ่อนเพียงรสจูบครั้งเดียว…เชอะ…มิเชลล์ขบฟันกรอด หล่อนโตมาอย่างผู้หญิงหัวเก่า ไม่มีวันที่ซาบซึ้งกับบทรักนั้นหรอก…ถ้าเขาจะนุ่มนวลและสุภาพ ทั้งรักจริงๆ…แต่โอย…หล่อนเกลียดเขาเสียแล้ว หมดความเชื่อถือว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษอีกต่อไป


เขาหันมามองก่อนตอบว่า
ไม่มีทางอื่นจริงๆแหละ เมืองนั้นอาจจะเป็นที่หลบภัยของเราได้ชั่วคราวอย่างน้อยสักสองสามเดือนจนกว่าฉันจะหาทางติดต่อกับพ่อและแม่ได้อีกครั้ง เรายังไว้ใจใครไม่ได้นอกจากพึ่งตัวเองเท่านั้น
ท่านจะพบบิดามารดาทำไมอีกคะ?
ขอเงิน เขาตอบง่ายๆ  หล่อนทำหน้ายุ่งถามว่า
ไปไหนคะ ท่านจะไปไหนอีก ท่านราชองครักษ์แห่งฮิลฟารา
ชื่นใจ…
อะไรคะ?หล่อนทำหน้าฉงน
เวลานี้เป็นเวลาที่อยากจะได้ยินคำเรียกชื่อเต็มยศเขาตอบเคร่งขรึม
ทำไมคะ
กำลังใจเหลือนิดเดียวเขาทำมือประกอบให้ดู
ท่านต้องการกำลังใจมากๆเพื่อประกอบการใหญ่อะไรหรือคะ?
เพื่อติดต่อกับคนเก่าๆ เดินทางไปสมทบกับเจ้าชายแห่งอิชฟาอัค ถ้าไม่มีเจ้าชายพระองค์นั้น ฉันจะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น แผ่นดินนี้ จบกันที
จบตรงไหนล่ะคะ ตายหรือไง
หนีออกทางฝั่งทะเล ขอลี้ภัยการเมือง บางที่อาจจะกลับไปอเมริกาหากินที่โน่น… จบแพทย์จากอเมริกา มีทุกอย่างในมือ ที่โน่นยินดีต้อนรับ ศาสตราจารย์วัลเบิร์กติดต่อกับฉันเสมอ…
ดีค่ะ ฉันจะได้กลับฝรั่งเศสเสียทีหล่อนพึมพำเบาๆ
โรงม้านี้เหม็นจริงๆเขาบ่นออกนอกเรื่อง
ถ้าท่านไปอิชฟาอัคจะเอาฉันไปไว้ที่ไหนคะมิเชลล์ชวนคุย
ก็ไปด้วยกัน จะเอาไปทิ้งที่ไหนอีกล่ะ
ยังไม่เบื่อหรือคะ
เธอล่ะ เบื่อขี้หน้าฉันเต็มทีละซีเขาหันมาถาม
ท่านล่ะคะ
ไม่…ไม่เคยเบื่อ คิดว่าตนเองเหมือนคนแต่งงานไปไหน ต้องหิ้วเมียไปด้วย
ฉันเป็นเพื่อนร่วมทางนะคะใบหน้าของมิเชลล์เป็นสีชมพูจัด
ก็ไม่รู้ซี นอนใกล้กันยังกับสามีภรรยา ยิ่งกว่าเสียละมัง ยังไม่เคยแยกกันสักครั้ง ทำให้เกิดความเคยชินว่าจะขาดเธอไม่ได้เสียแล้ว
อย่าเอาความบังเอิญและความเคยชินมาพูดเป็นเรื่องจริงจังหน่อยเลยค่ะ ขี้เกียจฟัง
เธอล่ะ เกิดความคุ้นเคยบ้างไหมเขาถามยิ้มๆยังไม่ยอมแพ้อยู่นั่นเอง
เรื่องอะไรคะหล่อนย้อนถาม
เรื่องที่ว่าเราจะขาดกันและกันไม่ได้
ท่านคิดคนเดียว ตอบเองซิคะหล่อนหันหลังให้
คิดว่าเราจะรักกันได้หรือไม่?
เสียงถามใกล้หู หล่อนร้อนวาบตลอดตัว หันกลับมามองก็เห็นจมูกโงอยู่ใกล้แค่เอื้อม มิเชลล์กระเถิบออกห่างพูดว่า
ท่านเป็นอะไรไปอีกล่ะคะ พักรบต้องพบรักร่ำไป อารมณ์ทหารหรือไงคะ หายเครียดเป็นต้องหย่อนใจทางนี้ ฉันเคยนึกเวทนาตัวเองเมื่อตัดสินใจช่วยชีวิตของตัวไม่ให้ตาย เมื่อรับจะเป็นนางในฮาเร็มอย่างพวกผู้หญิงผมทองอื่นๆที่แอบเห็น นั่นช่วยไม่ได้เพราะไม่มีทางเลือก อยู่อย่างราชินีดีกว่าตาย แต่มาตอนนี้ ถ้าจะตัดสินใจรักใครสักคนเพื่อจะแต่งงานก็หมายความว่าฉันจะต้องมีครอบครัวที่ดีอย่างที่พ่อแม่และฉันเคยมีความสุข ไม่ต้องแบ่งความรักให้ใครอีกนอกจากพ่อแม่และลูก…เราห่างไกลกันเพราะขนบธรรมเนียมประเพณี ฉันไม่เคยบอกท่านเลยใช่ไหมคะ เพียงแต่คิดเท่านั้นเอง…ลืมความคิดและความเคยชินเสียเถอะค่ะ พ้นจากนี้ไปแล้วเราก็จะห่างกันไปทุกที…นี่แน่ะค่ะท่าน ฉันว่าท่านกำลังทำบาปทางใจ ผิดหลักศาสนาและคำสั่งสอนนะคะ
เขาก้มหน้านิ่ง หล่อนเห็นแต่ปลายจมูกโด่งเป็นสันและหนวดเคราที่เป็นระเบียบ ดูเขาเหมือนเดกหนุ่มที่เพิ่งจะพูดถึงความรักเป็นครั้งแรก หล่อนมองอย่างพิจารณาต่อไป…นี่หรือพันเอกแห่งกองทัพบก ราชองครักษ์ประจำพระองค์กษัตริย์อาหเม็ด นายทหารผู้มีอำนาจเหนือจิตใจทหารทั้งปวง นายแพทย์ผู้มีปฏิภาณในการดัดแปลงวิธีรักษาเฉพาะแบบในท้องที่กันดาร มิเชลล์ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลจิตดลใจให้พูดออกไปเช่นนั้น
ไม่มีคำพูดออกจากปากบางเฉียบของเขาอีกเลย หล่อนเห็นเขาหลับตาลวอย่างอ่อนเพลีย แดดภายนอกเริ่มอ่อนแสงลงทีละน้อย เสียงฝีเท้าม้าและอูฐผ่านไปเป็นระยะๆ พอมืดสนิททุกอย่างก็เงียบสงัดอีกครั้ง พันเอกชาริฟลุกขึ้นยืนเตรียมเครื่องแต่งกายให้รัดกุม ดูเขาเปลี่ยนไปมาก เคร่งขรึมและเหินห่างจนหล่อนใจหายเหมือนกัน


พระราชดำรัสว่าให้จับเป็นพันเอกชาริฟพึมพำ แต่ถ้าขัดขืนก็ให้ฆ่าได้ทันทีเขาฟุบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง
ท่านกำลังอ่อนแอเสียงตำหนิกลายๆเขาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาบอกความปวดร้าวจนเห็นได้ชัด ฝ่ายที่สูงวัยกว่าจึงกล่าวต่อไปว่า
องค์อาหเม็ดทรงรับสั่งกับท่านว่าอย่างไร จำไม่ได้หรือท่านราชองครักษ์
ข้าพเจ้าไม่เคยลืมเสียงของเขาบอกความอ่อนระโหยแห่งจิตใจ
ท่านตำหนิว่าข้าพเจ้าไม่เป็นทหารทั้งเลือดเนื้อ
ก็เพราะท่านกราบบังคมทูลไปต่างหากล่ะว่าไม่สามารถจะฆ่าคนได้
ข้าพเจ้าฆ่าได้ถ้าหากเป็นการต่อสู้ ก็ทหารกบฏหน้าห้องอย่างไรล่ะท่านนายพล ข้าพเจ้าฆ่าเสียหมดทั้งสามคน แต่เพื่อป้องกันตัวราชการลับครั้งนี้มันต่างกัน ข้าพเจ้าจ
ต้องทำหน้าที่แพทย์ แต่เป็นแพทย์ที่เตรียมจะใช้วิชาชีพปลิดชีวิตคนไข้ ทรงมีพระบัญชาว่าให้ข้าพเจ้าสับตัวกับแพทย์ผู้นั้น เป็นโอกาสเดียวที่เราจะเข้าถึงองค์เจ้าชา
โอมานโดนปราศจากการขัดขวางใดๆทั้งสิ้น ข้าพเจ้าสามารถจะออกคำสั่งห้ามคนรบกวนขณะทำการผ่าตัดพร้อมผู้ช่วยแพทย์ปลอม…ร้อยเอกการีม และการปลิดชีวิตเจ้าชายโอมานก็จะง่ายขึ้น ไม่มีใครรู้ จับผิดก็ไม่ได้ ไม่ต้องถึงกับลงมือผ่าหรอก…แค่ฉีดยาสลบเกินขนาดคนไข้ก็จะสิ้นใจสมปรารถนา…แต่ข้าพเจ้าเป็นแพทย์จริงๆไม่ใช่แพทย์ปลอมแปลงเพื่อการครั้งนี้โดยเฉพาะเจาะจงนะท่าน

บุรุษผู้สูงวัยถอนใจยาว กล่าวเสียงอ่อนโยนขึ้นว่า
ข้าพเจ้ารู้ดีว่าพื้นฐานแห่งจิตใจ ตลอดจนกลไกด้านความนึกคิด และอารมณ์ของผู้เป็นแพทย์นั้นหาได้รุนแรงและดุดันจนเป็นเพชฌฆาตไม่…ข้าพเจ้าเห็นใจท่านอีกด้วยว่า ความเป็นแพทย์ของท่านทำให้ต้องสำนึกในงานที่ขัดกับวิชาชีพ แต่ขอให้คิดดูให้ดีนะท่านราชองครักษ์ เราทุกคนเสี่ยงชีวิตครั้งนี้เพื่ออะไร เรากำลังร่วมกันปฏิบัติงาน เป็นหน้าที่ ท่านจะต้องเอาชนะอำนาจเบื้องสูงให้ได้
ข้าพเจ้าเห็นทีจะไม่รอดชีวิตละมัง ความลังเลเป็นอุปสรรค ข้าพเจ้ารู้ตัวดี…ให้เจ้าชายโอมานต่อสู้ตัวต่อตัวกับข้าพเจ้าเสียยังดีกว่า


น้ำนั้นเย็นเฉียบและใสจนมองเห็นพื้นกรวดทรายเบื้องล่าง ใบหน้าชุ่มเหงื่อมีหยาดน้ำเกาะพราว เขาชะงักเมื่อเหลือบไปเห็นมือเรียวบางขาวสะอาดประดับด้วยแหวนเรือนงามที่ประคองเหยือกดินเผาอย่างระมัดระวัง หัวใจเหมือนมีเครื่องจักรกลเข้าไประดมอย่างไม่หยุดยั้ง พึมพำออกมาอย่างเผลอตัวว่า
มิเชลล์…”
ชาริฟ…หล่อนกระซิบตอบ เขายืดกายตรง ทำท่าจะเข้ามาแต่หล่อนห้ามเสียก่อนว่า
ผิดธรรมเนียมชายและหญิงสนทนากันค่ะ
รอบกายยังปราศจากผู้คน เขาพากันไปอยู่ที่ธารน้ำเบื้องล่างซึ่งกว้างขวางกว่ามากนัก เขาชะงักฝีเท้าไว้เพียงนั้น ตอบแผ่วๆมาว่า
ดีใจ…จนลืมตัว…สบายดีแล้วหรือ?
ค่ะ…หล่อนตอบเสียงแหบพร่า ความปลื้มปีตินั้นไม่ต้องกล่าวถึง
คิดถึงเธอแทบขาดใจ…มิเชลล์…นับวัน นับคืน
เขาพูดพลางเสหยิบมีดขึ้นมาขัด ราวกับเพลิดเพลินอยู่กับอาวุธประจำตัว ท่าทีแนบเนียนยากจะสังเกต เสียงของเขายังรำพันมาอีกว่า
เฝ้าดูพระจันทร์และดวงอาทิตย์ เราไม่ได้พบกันนานแล้วนะ ผมของเธอยาวมากแล้วซีนะ คิดถึงฉันบ้างไหม?
เป็นห่วงค่ะหล่อนตอบ น้ำไหลรินเข้าสู่ปากเหยือกช้าลงตามลำดับ
หัวใจไม่ได้อยู่กับตัวเลย ตั้งแต่เขาพรากเธอไว้ในฮาเร็ม เขารักษาเธอดีอยู่รึ?
ค่ะ ฉันอยู่กระโจมเดียวกับพระชายาขององค์อาหเม็ด
ดีมาก…ฉันพอจะสบายใจ…แต่อะไรก็ไม่ร้ายเท่าความคิดถึง เขาน่าจะให้เราอยู่ด้วยกัน ทั้งๆรู้ แต่ก็อดจัดการไม่ได้ จะมีพิธีแต่งงานหรูหราที่สุดในรอบสิบปี จัดใหญ่โ
แบบพิธีสมรสของเจ้าครองนครเทียวนะ…

ท่านฝันกลางทะเลทรายหล่อนว่า
ขอฝันสักนิดเถอะนะ… ความรักมันเผาผลาญฉันจนเหลือจะทุรนทุรายแล้ว
ท่านนายพลหนุ่มหล่อนกระซิบ
แม้แต่มือของเธอฉันก็จำได้ ไม่ต้องสวมแหวนก็รู้
ฉันแต่งตัวแบบหญิงพื้นเมืองนะคะ
ฉันจำได้ไม่ลืม… เสียงของเธอยิ่งทำให้หัวใจของฉันเต้นแทบจะระเบิด
ไม่ได้พบกันนาน พูดเพราะจนฉันแทบจะเป็นลม
ฉันจะไปจากอานาอีชาวันมะรืนนี้แล้วเขากระซิบมาอีก
ไปไหนคะ?ใจของหล่อนหายาบไปตามคำบอกเล่านั้น
ราชการลับ…เป็นตายเท่ากัน
เกี่ยวเนื่องกับการฝึกมีดโบราณหรือคะ?
ฉันจะขอบคุณพระเจ้าที่ดลใจให้เราได้พบกันเสียงเหมือนแว่วมากับลม
ชาริฟ…
มิเชลล์…เธอจะให้แหวนเครื่องรางนั้นกับฉันได้ไหมที่รัก เธอบอกฉันว่าเปียรุสชุดนี้ได้มาจากเจ้าหญิงฟารีดา และเธอก็ปลอดภัยมาตลอกเวลา… ฉันไม่อยากจะไป
โดยไม่กลับมาอีก…

ชาริฟ…หล่อนปล่อยเหยือกดินหลุดมือไปสู้ก้นลำธารตรงหน้า พึมพำออกมาว่า
ฉันเป็นห่วงท่านเหลือเกิน เขาว่าจะมีการนองเลือด…ชาริฟ…ฉันจะวางแหวนวงนี้ไว้บนเนินหินก้อนนั้นนะคะ
อย่าพูดอะไรอีกเลย ฉันจะยับยั้งใจไม่อยู่ แล้วทุกสิ่งก็จะพังพินาศในพริบตาเดียว…อยากจะจูบลาเธอใจแทบขาดอยู่แล้วนะ…อยากจะกอดเธอไว้กับอก ผมของเธอนุ่
สลวย…มิเชลล์…ความรักเป็นอย่างนี้เอง ห่างกันก็พอทนหรอก แต่ใกล้แค่เอื้อมมือถึงอย่างนี้ มันทรมานสิ้นดี แตะต้องกันไม่ได้แม้เพียงปลายก้อย…มันว้าวุ่นเหลือจะ
ทน…

นางข้าหลวงของพระชายามาแล้วค่ะหล่อนกระซิบ มองไปตามทางเดินที่วกวนขึ้นมา
จับนางเข้ากรรมพิธีมัดเสียดีไหม?เสียงถาม
ทำไมเรียกเธออย่างงั้นคะ?หล่อนเผลอตัวหัวเราะคิกเบาๆ
นังคนนี้เจ้ากี้เจ้าการที่สุด ฉันรู้จักนางดี อยู่กับแม่มาก่อน ไม่ชอบฉันนักหรอก เพราะดื้อกับนางอย่างถึงพริกถึงขิง
แล้วคิดจะมัดทำไมล่ะคะ?หล่อนยังติดใจถามต่อ ตาคอยชำเลืองไปที่ถนนเบื้องหน้าอยู่ไม่วาย
ตรงนี้เปลี่ยว แก้เผ็ดให้หาย
โธ่ ชาริฟ!…ท่านเป็นถึงนายพันเอกราชองครักษ์ไม่ใช่หรือคะ
อือม์…มิเชลล์…เธอรักฉันมากไหม?
หล่อนหัวเราะเบาๆอีกครั้ง กระซิบเป็นครั้งสุดท้ายว่า โชคดีนะคะชาริฟ…
มิเชลล์…ตอบฉันก่อน
ฉันจะรอท่านค่ะ ชาริฟ…
ความทรมานที่ไม่มีสิ้นสุด…เราจะไม่ได้พบกันอีกนานาทีเดียว..ลาก่อน
หล่อนยืนนิ่ง เขากำลังห่างออกไปทุกทีร่างสูงของเขาดูเป็นสง่าผึ่งผายก็จริง แต่ใบหน้าคมคายนั้นก้มต่ำ หล่อนเผลอตัวพึมพำออกไปว่า
จะกลับหรือไม่กลับมาพบกันอีก ฉันก็ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากท่าน …ฉันจะไม่กลับฝรั่งเศสหรอกชาริฟ ชีวิตของฉันผูกพันกับทะเลทรายอีกแล้ว…ขอให้พระเจ้าอวยพรท่านราชองครักษ์ของฉันด้วยเถิด

ความเห็น
  1. แพรวพรรณ พูดว่า:

     
    อยากดูละตรเวทีเรื่องนี้มากเลย ^^

  2. แพรวพรรณ พูดว่า:

     
    อยากดูละตรเวทีเรื่องนี้มากเลย ^^

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s