เรือนมยุรา : แก้วเก้า

Posted: มีนาคม 10, 2007 in Uncategorized
 
 
เรือนมยุรา ( หรือที่เดียวจัดการแปลงชื่อเรียบร้อยว่า ‘วิมานกบ’ _"_ )…
 บทประพันธ์ของแก้วก้าว หรือ ว.วินิจฉัยกุล
 เคยดูเรื่องนี้ตอนอยู่ประถม จำได้ว่าชอบมากๆ ชอบเจ้าส้มฉุนกับแม่นายนกยูง
มาคราวนี้สบโอกาสได้หยิบออกมาจากห้องสมุดมาเปิดอ่าน น่าแปลกที่จำเนื้อเรื่องได้เกือบหมด
เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักของหญิงสาวสมัยอยุธยากับชายหนุ่มสมัยรัตนโกสินทร์
เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกรุกรานจากพม่า พระยาเทพสงครามจำผู้สิบเชื้อสายพราหมณ์ต้องปกป้องลูกสาวเพียงคนเดียวและข้าทาสบริวาร
โดยการลงอาคมบ้านเรือนไทยหลังงาม ด้วยการทำพีธีปลุกเสกนกยูงสัมริด
วันเวลาผ่านมายาวนานกว่าสองร้อยปี เมื่ออาถรรพ์แห่งกฤตยามนต์เสื่องสูญลง เรือนไทยที่ซ่อนเร้นจึงปรากฏขึ้น
พร้อมกับ….สาวน้อยแห่งอดีตกาล
 
 
"กลับมาหาอาอีกครั้งได้ไหม สักวันจันทร์หน้า"
"เจ้าค่ะ คุณอา"
หม่อมแสกำชับหลานสาว ตั้งใจจะให้นกยูงเป็นตัวแทนตระเตรียมของไปทำบุญถวายอุทิศให้แด่ดวงวิญญาณเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ ณ วัดไชยวัฒนารามแทนตัวเธอผู้ไม่อาจ
ออกจากพระบรมมหาราชวังไปไหนได้
นกยูงรับคำ นึกสนุกที่วันนี้มาทั้งทีไม่เสียเที่ยว แถมยังจะให้มาอีกในไม่กี่วันข้างหน้า ดีน้อยไปเสียเมื่อไร  หล่อนออกจากเขตพระราชฐานชั้นในเมื่อบ่ายคล้อย ผ่านเขตพระราชฐานชั้นนอกมาถึงประตูหน้า นัดกับพี่ชายคนที่สี่ให้มารับ จะได้กลับบ้านด้วยกัน  เพราะหญิงสาวมีตระกูลอย่างหล่อนนั้น ไม่อาจไปไหนมาไหนได้โดยลำพัง
ปราศจากผู้ใหญ่ควบคุม
นอกประตูวังนั้น จะว่าไปก็คล้ายตลาดนัด มีผู้คน พ่อค้า แม่ค้ามาชุมนุมกันตั้งแต่เช้าไปจนกระทั่งเย็น ข้าวของสารพัดชนิดวางขายทั้งผ้าผ่อน ของกินของใช้ พวกในวังอย่างคุณอาออกมาไม่ได้ก็จริง แต่ก็สั่งสาวใช้ออกมาจับจ่ายซื้อของได้แทนตัว ปะปนกับพวกฝ่ายหน้าซึ่งเดินเข้าเดินออกไปไม่ขาดระยะ
นกยูงจึงหลบไปเสียด้านหนึ่งใกล้บานประตูทวาร ไม่อยากจะให้พวกผู้ชายส่งสายตาโลมเลียแต่สายตาคมเป็นพิเศษคู่หนึ่งก็แลมาพบพานสาวน้อยหน้าใสเข้าจนได้
นกยูงไม่รู้ตัวทีแรกว่าตกเป็นเป้าสายตาอย่างตะลึงตะลานของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเดินทำท่าจะเข้าประตูวัง แต่เผอิญต้องชะงักเพราะสวนทางกับคนเดินออก ตอนนั้นเอง สายตาเขาก็เหลือบไปพบพานสาวน้อยนั่งอยู่ใต้ต้นสารภีใหญ่ข้างทวารวัง มีบ่าวไพร่หญิงนั่งรายล้อมอยู่หลายคน
เมื่อเห็นหน้าหล่อนเข้า ดูเหมือนว่าเขาไม่อาจถอนสายตาไปจากดวงหน้านั้นได้ แม้แต่เพียงอึดใจเดียว
วันนั้นนกยูงแต่งตัวสวยตามระดับฐานะของหล่อน คือห่มสไบสีกลีบบัวโรยชั้นนอก เขียวอ่อนชั้นใน ผ้านุ่งจีบชายพกอย่างงดงามตามแบบหญิงมีสกุลในอยุธยาเป็นผ้าเปลืองแตงโมสีเขียวเหลือบม่วงอ่อนคล้ายปีกแมลงทับ สีชมพูหม่นของสไบแพรนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นผ้าฝรั่งเข้ามากับเรือสำเภา ไม่ใช่ผ้าย้อมเองในบ้าน ขับผิวใสละเอียดของหล่อนเป็นสีชมพูเรื่อบาดนัยน์ตาคนมอง
ยังดวงหน้านั้นอีก แม้วางเฉยไม่ทันรู้ตัวว่ามีคนมอง ก็ยังงามแจ่มใสด้วยวัยและด้วยความรื่นรมย์ตามนิสัย ความงามของนกยูง ถอดเค้ามาจากหม่อมแส ตรงดวงหน้ารูปไข่เต็มอิ่ม นัยน์ตาดำระยัง รับกับคิ้วหนาเรียวยาวสุดหางตา แลดูเข้มคมโดยไม่ต้องทาคิ้วด้วยน้ำอัญชัญอย่างนางงามอื่นๆ จมูกโด่งอย่างที่คนสมัยนั้นเรียกล้อๆว่า "จมูกเป็นตะขอ" ดูงามผิดแผกไปจากหญิงทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มผู้นั้นประหลาดใจอย่างยิ่ง
สาวน้อยงามบาดตาอย่างนี้ เหตุใดจึงออกมานั่นปะปนกับคนนอกวังได้ ดูรูปโฉมแล้วน่าจะเป็นระดับเจ้าจอมหม่อมห้ามใกล้ชิดพระยุคลบาท ซึ่งสรรหาแต่หญิงงามระดับยอดเยี่ยมทั้งนั้น แต่จะว่าหล่อนเป็นหญิงชาวบ้านก็ไม่ใช่โดยเด็ดขาด เสื้อผ้าและเครื่องประดับบอกให้รู้ว่า ถ้าไม่ใช่ลูกขุนนางใหญ่โตก็ต้องเป็นลูกเศรษฐีใหญ่ แต่ขุนนางคนไหนเล่ามีลูกสาวงามขนาดนี้แล้วยังรอดสายตาวังหลวงหรือวังเจ้านายอื่นๆอยู่ได้ ไม่ถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นนางราชภัฏกษัตรีย์ คือนางอยู่ในข่ายหวงห้ามสำหรับคนเดินดินทั่วไป เป็นสิทธิของพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวเท่านั้นที่จะโปรดเกล้าให้เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามเมื่อถึงเวลาอันควร
นกยูงมองทางโน้นทางนี้จนเบื่อก็ขยับตัวลุกขึ้นจากแผ่นหินใต้ต้นไม้ จึงเหลือบเห็นสายตาที่เฝ้ามองอยู่ไม่วางตาเข้าพอดี
สบตากันครั้งแรก…ประกายกล้าจากสายตาฝ่ายนั้นทำเอาหล่อนใจหวิว ราวกับมองสายฟ้าสว่างบาดตาบนท้องฟ้าอันมืดมิด แต่จะถอนตาเสียทันทีก็ยังทำไม่ทัน
ผู้ชายคนนั้นเป็นชายหนุ่มรูปงาม พี่ชายทั้งห้าของนกยูงได้ชื่อว่าเป็นชายหน้าตาดีมีสง่าทุกคนก็จริง แต่ก็ยังไม่อาจเทียบชายผู้นี้ได้
แวบแรกนกยูงอดนึงถึงระเด่นมนตรี ตัวเองในพระนิพนธ์ "อิเหนา" ที่ชาววังพากันคลั่งไคล้กันทั่วทุกนางเสียมิได้ เพิ่งเห็นนี่แหละว่าผู้ชายที่ "งามดังเทวัญอสัญหยา" น่าจะเป็นอย่างนี้เอง ซ้ำเขายังจ้องหล่อนไม่วางตาด้วยสายตาประหลาด มีทั้งความถูกตาถูกใจ ระคนพิศวงสงสัย เหมือนจะถามว่าหล่อนเป็นใครกันแน่
นางฟ้าหรือว่าคนเดินดินธรรมดา
นกยูงสบตาด้วยแล้วตวัดสายตาไปเสียทางอื่น ด้วยกิริยาอย่างเดียวกับที่เคยเห็นหม่อมแสเคยทำ แล้วเดินหนีไปเสียอีกทาง สั่งสาวใช้ว่า
"เจ้าไปดูว่าคุณพร้อมเธอมาหรือยัง แล้วรีบมาบอกข้าไวๆ อยู่ตรงนี้ร้อนเต็มที"
ความจริงแล้ว ที่ว่าร้อนนั้นร้อนจากสายตาชายหนุ่มมากกว่าเป็นความร้อนจากอากาศ ขณะนั้นดวงตะวันคล้อยต่ำลงแล้ว ความระอุอ้าวยามเที่ยงถูกแทนด้วยลมเฉื่อยจากทิศใต้ ยิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ยิ่งเย็นสบาย แต่มีนัยน์ตาคมของชายหนุ่ม…ดูจากเสื้อและผ้าปูมที่นุ่งอยู่ก็รู้ว่าเป็นขุนนาง ซ้ำมีบ่าวหนุ่มๆถือหีบหมากตามมาอีกเป็นพรวน… ทำให้นกยูงไม่เป็นสุขเอาเสียเลย
ชายหนุ่มนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็กวักมือเรียกทนายหนุ่มคนสนิทที่ถือหีบหมากเข้ามาใกล้ กระซิบว่า
"เจ้าหาทางไปไต่ถามนางบ่าวผู้หญิงคนที่ไปยืนชะเง้ออยู่หน้าประตูวังนั่นให้ได้ว่าเป็นบ่าวบ้านไหน ข้าอยากจะรู้ว่านายสาวของมันเป็นใครกันแน่"
ทนายหนุ่มท่าทางคล่องแคล่วอมยิ้มอย่างรู้ใจนาย เพราะคำสั่งเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามีเป็นครั้งแรก จะนับกันจริงก็หลายสิบครั้งแล้วละมัง
"ขอรับ คุณพระนาย"
– – – –
จริงๆแล้ว คุณพระนายก็เดินขึ้นบันไดบ้านที่มีลูกสาวมาแล้วหลายบ้าน ตั้งแต่อายุก่อนครบปีบวชด้วยซ้ำไป ได้ตัวลูกสาวเศรษฐี ลูกสาวชาวบ้าน ตลอดจนลูกสาวขุนนางใหญ่น้อยมาประดับเรือน มากมายเกินกว่าจำนวนไม้ดัดที่สะสมเอาไว้นอกรอบชานเสียอีก
แต่เมื่อได้สบตาแม่นกยูงตัวนี้เพียงครั้งเดียว คุณพระนายก็บอกตัวเองได้ทันทีว่า…ตำแหน่งเมียเอกที่ยังว่างอยู่ เห็นจะไม่ยกให้ใครอีกเลยนอกจากสาวน้อยบุตรีขุนนางทหารใหญ่ ซึ่งได้ชื่อว่าไม่เกรงกลัวใครเลยในกรุงศรีอยุธยา เว้นไว้แต่เจ้าฟ้าอุทุมพร ขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมเพียงพระองค์เดียว…
 


 
ข่าวคราวของคุณพระนายรูปงามก็ค่อยหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง จนนกยูงคิดว่าไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว
ระยะนั้นข่าวกองทัพศัตรูยกเข้ามาล้อมใกล้เข้ามาทุกที เป็นที่น่าประหวั่น แต่ภายในวังหลวงก็ยังครึกครื้นด้วยเสียงมโหรีตามตำหนักใหญ่น้อยทุกค่ำคืน ไม่มีเปลี่ยนแปลง คุณอามีสีหน้าเศร้าหมองลงตามเวลา ครั้งหนึ่งเธอเคยถามหลานสาวว่า
"คุณพี่ยังไม่อพยพลูกบ้านบริวารเข้ามาอยู่ในเมืองอีกหรือ อยู่นอกกำแพงเมืองอย่างนั้นเสี่ยงภัย"
"บ้านเราผู้คนมากมายพอจะป้องกันตัวเองได้ เพราะว่าระดมไพร่สมเข้ามาหมดแล้วตั้งแต่เดือนก่อนเจ้าค่ะ ปืนผาหน้าไม้ก็พอมี แต่จะทำออกหน้าไม่ได้ เกรงคนปากบอนไปทูลฟ้องว่าสะสมผู้คนอาวุธ หัวจะขาดเพราะกฎมณเฑียรบาลเสียเปล่าๆ"
"ถามคำเดียว ตอบเสียสามวา" หม่อมแสบ่นเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ดุจริงจัง
"เรื่องกฎมณเฑียรบาลน่ะหรือ…เฮ้อ! อาก็เห็นใจ ไม่ว่าข้อไหนโทษมันหนักหนาสาหัสเสียจนไพร่ฟ้ากระดิกกระเดี้ยไม่ได้ อย่าว่าแต่ไพร่อย่างเราๆเลย แม้แต่…."
พูดถึงตรงนี้เธอก็นิ่งระงับความหดหู่เมื่อครั้งเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ถูกโบยด้วยข้อหาฉกรรจ์ อันมีกฎมณเฑียรบาลเป็นเงาทะมึนคุกตามไม่ละเว้นผู้ใดให้ลอยนวลไปได้
ทั่วทั้งแผ่นดินกรุงศีอยุธยา ใครๆก็ขนพองสยองเกล้ากลัวกฎมณเฑียรบาล เพราะว่ามีมากมายในลักษณะบังคับมิให้ขยับตัวหายใจได้เต็มปอดเลย เวลามีอะไรสักนิดเกี่ยวกับเจ้านาย แค่ต้องสงสัยนิดเดียว ขุนนางก็หัวขาดกันได้ง่ายๆ
ด้วยเหตุนี้ นกยูงจึงทั้งแปลกใจและตกใจอย่างยิ่ง เมื่อวันหนึ่ง นางทาสผู้รับใช้ก็แอบเอาผ้ายกผืนหนึ่งมาส่งให้ ภายในซ่อนมาอย่างมิดชิดคือม้วนแพรละเอียดจากเมืองจีน เขียนด้วยตัวหมึกจีนเป็นหนังสือ ร้อยรัดไว้ด้วยกำไลทองฝังเพชรซีกวงใหญ่ เนื้อทองบางสะพานสุกปลั่งประทบตาเป็นเงางาม
ข้อความที่เขียนมาเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเพลงยาว ซึ่งชายหนุ่มใช้สื่อความในใจกับหญิงสาว นกยูงเคยได้ยินสาวชาววังซุบซิบคึกคักกันเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ยังไม่เคยเจอเข้ากับตัวเอง  เพลงยาวนั้นมีใจความว่า…
ปางพี่มาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพื้นอัมพรโพยมพราย
แม้นพี่เหินเดินได้ในเวหาศ
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนินชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง
นี่สุดหมายที่จะได้สุมาลย์สมาน
สุดหาญที่จักเหินเวหาศห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง
สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน
ข้อความนั้นยาวยืดเต็มแผ่นแพร นกยูงพลิกอ่านไปอีกด้าน ก็พบข้อความว่า
 
แสนรักจะร่วมเรือนเหมือนบุหรง
ที่พิศวงภาณุมาศประภัสสร
เมื่อเลี้ยวลับศิขรินลงรอนรอน
สุดอาวรณ์ที่นกยูงจะมุ่งปอง
แสนวิตกเหมือนกระต่ายที่ใฝ่ฝัน
แสงพระจันทร์งามจรเวหาศห้อง
พระจันทร์อยู่สำราญวิมานทอง
ฤาจะปองใจหมายกระต่ายดง
เสียงกุกกักดังขึ้นหน้าประตู นกยูงสะดุ้งรีบซุกม้วนแพรลงในหีบเสื้อผ้าใกล้ตัวเสียทัน แล้วหยิบผ้ายกสีชมพูเดินทองทำท่าพับใส่ลงในหีบเหมือนจัดผ้าง่วนอยู่
หม่อมแสก้าวเข้ามาในห้อง แล้วลดตัวลงคลานเข้ามานั่งตรงหน้าหลานสาว สาวใช้ที่ตามมายกเชี่ยนหมากเข้ามาวางไว้ให้ก่อนจะคลานออกไป
 


 
 นกยูงถอนใจยาวเหมือนเสียงสะอื้น
หล่อนเอื้อมมือไปลูบไล้ที่ว่างข้างกาย จนบัดนี้หมอนอีกใบหนึ่งยังไม่มีใครมาหนุนนอน จมื่นไวยวงศาหายสาบสูญไปไร้วี่แววนับแต่วันนั้น ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เหตุใดคนรักของหล่อนจึงไม่กลับมา…คุณพระนายปลีกตัวจากหน้าที่บนเชิงเทินไม่ได้ หรือว่ากว่าจะหนีจากเมืองข้ามแม่น้ำมาได้ ก็ช้าเกินไปเสียแล้ว บ้านของพระยาเทพสงครามถูกปิดผนึกแน่นด้วยมนตร์กฤตยาคม สูญหายไปจากสายตาทุกคน
หรือว่า…คนรักของหล่อนเปลี่ยนใจเสียแล้ว เพียงคืนเดียวที่ได้พบกัน ก็หมดความรัก…แสวงหาหญิงงามคนใหม่ต่อไป
ถ้าหากว่าเป็นประการหลัง ย่อมไม่ต้องสงสัยอะไรอีก หากว่าเป็นประการแรก หัวใจของนกยูงขื่นขม…ทรมาน…เมื่อนึกว่าหลังจากนั้น กี่ครั้ง กี่หน คุณพระนายเฝ้าค้นหาบ้านของหล่อน…บุกป่าฝ่าดงและความรกทึบเข้ามาวนเวียนค้นหาตลอดชั่วอายุขัยของเขา…โดยนกยูงก็อยู่เพียงแค่เอื้อม
หาก…ไม่อาจเอื้อมถึงกันได้ แม้แต่เพียงสัมผัสปลายเงา
กว่าหล่อนจะเปิดบ้านนี้ออกไปได้ เวลาก็ล่วงเลยไปยาวนาน…นานกว่าชั่วชีวิตของคุณพระนายมานับร้อยปี
ตลอดชีวิตของจมื่นไวยวงศา หากอยู่จนแก่ชรา ลมหายใจสุดท้ายของขุนนางชราจะขาดหายไปพร้อมด้วยภาพของนกยูงในมโนทัศน์หรือไม่…
คุณพระนายเจ้าขา จะทราบหรือไม่ว่านกยูงเองก็ยังคอยคุณพระนายอยู่ทุกลมหายใจ เช่นเดียวกับคุณพระนายคอยนกยูง…ซ้ำทรมาทรกรรมกว่า
เพราะจนบัดนี้ นกยูงก็ยังคอย…
แล้วนกยูงจะต้องคอยไปอีกกี่ร้อยปี ในบ้านที่วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปเพียงหนึ่งในร้อยของบ้านอื่นเมืองอื่น
หญิงสาวพลิกหน้าลงซุกหมอน พลันความเข้มแข็งที่แสดงออกมาต่อหน้าข้าทาสบริวารก็สลายลง…น้ำตาไหลริน 
 

 ผมมีเรื่องอยากจะพูดกับนกยูง ให้บริวารคุณออกไปก่อนได้ไหม
นกยูงลังเลนิดหน่อย แต่แล้วก็โบกมือไล่บ่าวไพร่ของหล่อนให้กลับไปที่โรงครัวจนหมด ไม่เว้นแม้แต่เจ้าส้มฉุน
หล่อนกำชับว่า
หากว่ามาสอดรู้สอดเห็น ข้าจะเฆี่ยนคนละสิบยก
ไม่มีใครกล้าลองดี ทุกคนลนลานคลานกันออกไป ไม่กี่นาทีก็เหลือเพียงพระนายและหญิงสาวเพียงลำพัง
คุณพระนายมีเหตุอันใดหรือเจ้าคะ?นกยูงถามขึ้นก่อน
พระนายเอื้อมมือไปจับมือนุ่มไว้ สัมผัสนั้นทำให้นกยูงสะดุ้ง หล่อนชักมือกลับ หากเขายึดมือหล่อนไว้ อีกมือหนึ่งเอื้อมไปประคองให้หญิงสาวลุกขึ้น
ไปเดินเล่นกันดีกว่า
คุณพระนาย!” นกยูงกระซิบ เสียงใสของหล่อนชักจะดุ
เหตุใดจึงลวนลามจับมือถือแขนนกยูง เหมือนเห็นนกยูงเป็นหญิงถ่อยลักษณ์ไม่มียางอาย
พระนายยังไม่ยอมปล่อย เขายังโอบเอวหล่อนนิ่งอยู่เช่นนั้น
ไม่ใช่ลวนลาม นกยูงก็น่าจะรู้…จะต้องให้บอกลงไปตรงนี้เลยหรือว่าเป็นเพราะอะไร
สิ่งใดเล่าเจ้าคะ?นกยูงถาม หล่อนพยายามจะทำเสียงดุ แต่อีกฝ่ายก็รู้ว่าไม่จริงจังนัก
พระนายอดเหลียวมองรอบๆตัวไม่ได้ ข้าทาสบริวารหล่อนหายเข้าไปในเรือนครัวท้ายบ้าน หอนอนของหญิงสาวปิดเงียบ หอเล็กอีกหอหนึ่งซึ่งเป็นที่พำนักของยี่ภู่ก็ปิ
ประตูเงียบเช่นกัน

นกยูงน่าจะรู้แล้วนะ..ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพบกัน ผมก็ติดตามเสาะแสวงหานกยูงมาตลอด แล้วรู้ไหม…วันที่ผมพบนกยูงอีกครั้ง ผมรู้สึกเหมือนพบขุมทรัพย์ที่หลุดมือไปอย่างนั้นแหละ
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ท่าทางขวยเขินค่อยคลายลง หล่อนพูดเบาๆเหมือนรำพึงว่า
ตาเฒ่าร่างร้ายนั้นจักคิดฉันใด…ฉันนี้หรือไม่
ตาชั้นเชิงน่ะหรือ?
พระนายโอบร่างหญิงสาวแน่นเข้า เขารู้ว่าหล่อนไม่สบายใจเมื่อหวนนึกถึงชายชราท่าทางนักเลงคนนั้น ตัวหล่อนสั่นน้อยๆเหมือนเกิดความกลัวขึ้นมาสักอย่างก็อยากจะ
ปลอบใจหล่อนให้หายวิตก

อย่าไปกลัวแกเลย แกบาดเจ็บไปหนนั้นคงจะเข็ดแล้ว แต่ถ้าแกไม่เข็ด ผมยังอยู่ทั้งคน…ไม่เห็นจะต้องกลัว ไม่มีใครมาทำอันตรายนกยูงได้
นกยูงรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด หล่อนพิงร่างอยู่ในวงแขนด้วยความสุข ไออุ่นจากแผ่นอกชายหนุ่ม…ทำให้หวนคะนึงถึงอ้อมแขนของจมื่นไวยวงศา หล่อนได้รอคอยเขามากว่าสองร้อยปี…บัดนี้ หล่อนเชื่อว่าเขากลับมาแล้ว…
มิได้กลัวเจ้าค่ะหล่อนตอบเบาๆเป็นการปลอบใจตนเองด้วยพร้อมกัน หากมีคุณพระนายอยู่ใกล้ นกยูงมิกลัวสิ่งใด
คืนนี้พระจันทร์ทรงกลด กระจ่าง สาดแสงใสเย็นต้องดวงหน้าผุดผาดของหญิงสาว นัยน์ตาดำขลับของหล่อนสะท้อนเงาจันทร์ดูสุกสกาว ผมสยายเต็มไหล่ หอมกรุ่นด้วยกลิ่นอบร่ำเหมือนดอกไม้ไทย พระนายเพ่งมองหล่อน…เพิ่งประจักษ์ว่าความรู้สึกที่เรียกว่า อยากจะกลืนเอาไว้ในอกนั้น ไม่ใช่ความรู้สึกเชยๆ โบร่ำโบราณแม้แต่น้อย
นกยูงเขากระซิบข้างหูหล่อน ก่อนจะก้มลงเคลียริมฝีปากกับผิวละเอียดอ่อนทั่วดวงหน้า
ผมรักนกยูงยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต…เราจะแต่งงานกัน และผมจะมาอยู่กับนกยูงในบ้านนี้…โดยเร็วที่สุด  


นายฟ้าฟื้นขมวดคิ้ว แทนคำตอบ เขาโบกมือให้หล่อนและคนรับใช้อื่นๆถอยห่างออกไป ตัวเองก้าวข้ามธรณีประตูไปอย่างองอาจ ตรงไปเคาะประตูห้องของหล่อน
นกยูงจ๊ะเขาส่งเสียงเข้าไป แน่ใจว่าหญิงสาวได้ยิน
เธอทำอะไรอยู่ ฉันขอเชิญพบข้างนอก ฉันขอรับรองด้วยเกียรติของสุภาพบุรุษว่าฉันต้องการเพียงต้อนรับเธอให้สมเกียรติยศของเธอเท่านั้น
มีเสียงกุกกักเคลื่อนไหวอยู่ในห้อง ก่อนมีเสียงใสลอยออกมาว่า
คนอัปรีย์จัญไรฤาจักหาเกียรติยศอันใดได้
ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นในประเทศไทยมาพูดกับเขาแม้ครึ่งหนึ่งประโยคนี้ หมอนั่นคงจะเอาชีวิตรอดไปได้ยาก สำหรับนกยูงเป็นรายยกเว้น นายฟ้าฟื้นอึ้งไปเพียงครู่เดียว ก็ตอบอย่างอ่อนหวาน
นกยูงจ๋า เรื่องมันก็ล่วงเลยมาถึงขั้นนี้แล้ว เธอคงจะมองเห็นแล้วว่าฉันทำทุกอย่างลงไปก็เพราะอะไร เธอเป็นเพชรน้ำหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา เกินกว่าจะไปรองด้วยเรือนทองเหลือง ให้ราคาด้อยลงไปเปล่าๆนะจ๊ะ
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ นายฟ้าฟื้นใจชื้นขึ้นพอที่จะประเล้าประโลมต่อไป
เธอคู่ควรกับผู้ชายที่เป็นเลิศทุกด้าน ทั้งตระกูล เกียรติยศในสังคม แล้วก็ทรัพย์สมบัติ เป็นเรือนทองเนื้อเก้าสำหรับเธอ ตัวฉันเองพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติแก้วแหวนเงินทองทุกอย่างในบ้านนี้ ขอมอบไว้แทบเท้าเธอ แล้วแต่ความกรุณาของเธอเพียงผู้เดียว
เสียงใสๆของหญิงสาวลอยผ่านประตูมา คราวนี้เป็นการสนทนาโต้ตอบกับเด็กชายหัวจุก
อ้ายส้มฉุน เอ็งง่วงนอนฤา ข้าจักเล่านิทานเรื่องคาวีให้ฟัง เอ็งเคยรู้เรื่องฤาไม่
เสียงเจ้าส้มฉุนตอบเสียงแจ๋วทันควัน ราวกับนัดกันเอาไว้
มิรู้ความเลยเจ้าค่ะ เรื่องเป็นกระไรเจ้าคะ
เรื่องพระราชนิพนธ์เจ้าพระคุณขุนหลวงแผ่นดินที่สองกระไรเล่า ทรงไว้น่าสรวลนัก เจ้าจักติดใจเหมือนข้า…นางจันท์สุดาผมหอมนั้นถูกลักตัวมาจากคาวีผัวนาง เอามาประเคนถวายอ้ายเจ้าเมืองเฒ่าชื่อท้าวสันนุราช มันสิคือโคแก่ใกล้จะวางวาย ถึงฟันฟางหักหมดปากจนต้องตะบันน้ำกินก็ตามทีเถิด ครั้งเห็นหญ้าอ่อนเข้ามิได้เป็นแลบเลียชิวหา กระดิกหูหางระเหิดหัน ใคร่เคี้ยวกลืนหญ้าอ่อนลงท้องชรา หาเจียมสังขารไม่ ข้าจักอ่านให้ฟังนะ ว่านางจันท์สุดานางตอบว่ากระไร
เจ้าข้า ส้มฉุนใคร่ฟังนัก เชิญแม่กล่าวเถิด
เสียงใส ชัดเจน ดูเหมือนจะดังกว่าปรกติ ลอยออกนอกประตูมาอย่างชัดเจน กระแทกหูคนฟังอยู่แทบจะล้มหงายหลังผลึ่งลงไปตรงนั้น

อย่าอวดโอ้โอหังว่ามั่งมี
หานิยมยินดีของมึงไม่
พูดจาบ้าลำโพงโป้งไป
คนอะไรใครบ้างอย่างนี้
ไม่คิดว่าแก่เฒ่าจะเข้าโลง
ยังโอ่โถงทำหนุ่มน่าบัดสี
ไม่ช้านักสักหนึ่งหรือสองปี
จะได้เกี้ยวกับผีที่ป่าช้า
น่าหัวร่อทั้งทุกข์สนุกจ้าน
ดื้อด้านซานซมนักหนา
ดูเหมือนมิใช่ท้าวพระยา
เวทนาเชิญไปเสียให้พ้น 

ในชีวิตของนายฟ้าฟื้น ไม่เคยมีครั้งใดที่เขารู้สึกยิ่งกว่าการถูกตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ๆหลายฉาดต่อกันเหมือนครั้งนี้ ว่ากันตามจริง ในชีวิต แม้แต่พ่อแม่เขาก็ไม่เคยที่จะลงไม้ลงมือกับเขาขนาดนั้น มีแต่รักใคร่ตามใจไปเสียทุกอย่าง เมียเขากี่คนๆก็หาได้ทำอำนาจให้เขาเกรงกลัวได้ไม่
แม้แต่นารีผู้เป็นทั้งกิ่งทองใบหยกสำหรับเขาในวัยหนุ่มสาวและเป็นคู่ปรับกันอย่างสุดฤทธิ์ในวัยชรา ก็ไม่เคยเอาชนะเขาได้สักครั้งเดียว
นายฟ้าฟื้นหน้าแดงก่ำไปจนโคนผม…ด้วยความอับอายสุดฤทธิ์สุดเดช ไม่เคยรู้สึกเหมือนถูกฉีกประจานเอาหน้าตาเกียรติยศมาขว้างโยนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนกลาดไม่มีชิ้นดีเท่านี้มาก่อน
พิษสงฝีปากหล่อนร้ายนัก แม่นกยูง!  


 เจ้าส้มฉุนนั่งคออ่อนคอพับอยู่หน้าเตียง ง่วงก็ง่วง แต่ไม่กล้าหลับฟุบลงไปเพราะเกรงว่านายสาวจะแหวขึ้นมาอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำ
คุณนกยูงเธอก็ช่างกระไร เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายชั่วโมง ไม่ยักหนีไปไหน…จะปีนหน้าต่างหนีลงเรือนไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดก็ไม่ทำ เอาแต่นั่งอ่านหนังสืออะไรก็ไม่รู้อยู่บนเตียง ท่าทางตั้งอกตั้งใจอ่านเสียจริง หรือจะอ่านโอมเวทมนตร์เรียกท่านบิดาและท่านพี่ชายของเธอมาช่วย ก็ไม่เห็นตั้งพิธีอะไรสักอย่าง
เสียงเคาะประตูอ่อยๆอย่างเกรงใจ ทำให้เด็กชายสะดุ้งผวาลืมตาโพลง
อ้ายเฒ่ามาอีกแล้วเจ้าค่ะ
นกยูงเงยหน้าจากหนังสือเล่มที่อ่านอยู่ เงี่ยหูฟังอย่างสนใจ เกือบพร้อมกันนั้น เสียงแหบๆของ ท้าวสันนุราชก็ลอดประตูเข้ามา
แม่นกยูงจ๋า เธอยังอยู่ในห้องใช่ไหม?
เจ้าส้มฉุนตาพอง มองหน้านายสาวเหมือนจะขอคำสั่งว่าจะให้ทำอะไร ก็ได้ยินนกยูงร้องถาม
ออส้มฉุน เอ็งได้ยินเสียงหมามาถูไถประตูอยู่แกรกกรากฤาหาไม่
เจ้าส้มฉุนกลั้นหัวเราะ ตอบเสียงแจ๋วออกไปทันที
ได้ยินเจ้าข้า เห็นทีจักเป็นหมาแก่ขี้เรื้อนตกสะเก็ดเต็มตัวหาเจ้าของมิได้ คันหนักหนา มาเกาอยู่หน้าประตู
เสียงข้างนอกเงียบลงทันที นายฟ้าฟื้นพยายามปลอบใจตนเองว่า…หล่อนด่าได้ด่าไป ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันรอดไปได้ดอก
แม่นกยูง เธอจะทำอย่างไรฉันก็ไม่โกรธเคืองเธอเขาตอบด้วยความใจเย็นอย่างไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน ถึงเธอไม่เห็นใจฉันวันนี้ วันหน้าเธอก็ต้องเห็นใจ ขอให้รู้ว่าไม่มีใครที่จะซื่อสัตย์จริงใจต่อเธอเท่าฉัน พวกผู้ชายอื่นมันหลอกลวงเธอทั้งนั้น
นกยูงกัดริมฝีปาก คว้าหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องคาวีมาเปิดอ่านอีกครั้ง อ่านแจ้วๆ
ออส้มฉุน ฟังที่ข้าอ่านคางไว้เถิด นางจันท์สุดาด่าอ้ายเฒ่าสันนุราชหลายครั้งหลายครา ฟังหนาเจ้า หากมิหน้าด้านไร้ยางอายผิดผู้คนแล้ว คงจักสำนึกบ้าง

เมื่อนั้น จันท์สุดาร้องกรีดหวีดว้าย
ชั่วชาติประหลาดเหลือเบื่อจะตาย
ช่างไม่อายขายหน้าบ้าจริงจริง
ยังจะขืนยื่นมือมายื้อหยอก
เดี๋ยวนี้ดอกจะได้ชมคารมหญิง
เหลือแค้นแน่นอกยกหมอนอิง
กระแทกทิ้งลงตรงหน้าแล้วด่าทอ
ช่างกระไรไอ้หมอนไม่นอนหลับ
จนเขาขับขืนเกี้ยวไปเจียวหนอ
แม้นมีไม้ใกล้ตัวหัวจะนอ
ใจคอไม่ลื้นเหมือนหมื่นทน
เนื้อตัวหัวหูไปอยู่ไหน
จึงทนได้ให้เขาด่าดังห่าฝน
หรือฟังเล่นเย็นฉ่ำเหมือนน้ำมนต์
ช่างผิดคนทนทานด้านดึง

 

นายฟ้าฟื้นเจ็บแสบไปทั่วทุกขุมขน ผู้หญิงอะไรช่างยกคำมาด่าเปรียบเทียบได้แสบไส้เหลือทน หากไม่เสียดายว่าแม่นกยูงตัวงามนี้เป็นนกหายากตัวเดียวในโลก เขาคงไม่เอาศักดิ์ศรีของตัวเองมาให้หล่อนเหยียบย่ำอยู่อย่างนี้หรอก
ในที่สุด นายฟ้าฟื้นก็ฝืนใจพูดเสียงเรียบ
ถ้าหากว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะพบฉัน ฉันก็จะไม่มาให้เธอเห็นหน้า แต่ว่าบ้านนี้ฉันขอมอบให้เป็นสิทธิ์ของเธอ ขอให้เธอมาเดินเล่นนั่งเล่นได้ตามสบาย ฉันไปละ
แล้วเขาก็หักใจผละออกจากหอนอน ร้องเรียกบริวารดังๆให้หญิงสาวได้ยินด้วย
ฉันจะกลับไปละ แล้วไม่กลับมาอีก พวกเราช่วยกันรับใช้คุณนกยูงอย่าให้มีอะไรขาดตกบกพร่อง
เจ้าส้มฉุนแอบฟังอยู่ตรงประตู ทำตาโตหันไปมองหน้านายสาวเป็นเชิงถาม นกยูงจึงกระซิบ
เจ้าปีนหน้าต่างออกไปเถิด จงดูว่ามันกระทำดังปากว่าฤาหาไม่
ส้มฉุนรับคำ หยักรั้งผ้าโจงกระเบนให้รัดกุม โหนกรอบหน้าต่างไต่เดียะออกไปราวกับลูกลิง พริบตาเดียวก็ปีนขึ้นไปถึงคบใหญ่ของต้นพิกุล แหวกใบออกดูว่าเจ้าของบ้านออกไปจริงดังที่พูดหรือเปล่า เห็นนายฟ้าฟื้นเดินหายเข้าไปในเรือนใกล้กัน มรสะพานเดินต่อถึงกันได้ ก็รู้ว่าซุ่มอยู่ใกล้ๆ จึงปีนลงจากต้นไม้ กลับเข้าหน้าต่างมาบอกนายสาวตามที่เห็น
นกยูงนิ่งอึ้งอยู่อึดใจ แล้วตัดสินใจว่าหล่อนจะต้องเผด็จศึกสงครามเสียให้หมดสิ้นโดยเร็ว ยิ่งทอดระยะยาวนานออกไป ก็ยิ่งเสียเวลา และอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี อ้ายส้มฉุน จงเปิดหีบ เชิญดาบของพ่อข้าออกมา
ดาบนั้นอยู่ในหีบใบหนึ่งโดยเฉพาะ วางอยู่บนพานทองเครื่องยศของบิดา เป็นดาบตกทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษที่ท่านมิได้นำออกสงครามด้วย ในการศึกครั้งสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา
เจ้าส้มฉุนคลานเข้าไปเปิดหีบอย่างระมัดระวัง ก้มลงกราบก้นโด่ง ก่อนจะยกพานแล้วเชิญดาบฝักคร่ำทองนั้นลงวางพาดบนพานอย่างระมัดระวัง เหงื่อแตกซิก ด้วยรู้ว่าเมื่อไรคุณนกยูงเรียกหาดาบ เมื่อนั้นหมายความได้อย่างเดียวว่า ศัตรูจู่เข้าประชิดตัว

 

 

 

ความเห็น
  1. แพรวพรรณ พูดว่า:

     เรือนมยุรา …. วิมานกบ
     
    ไม่ๆ
     
    น้องมันฝากบอกว่า…
     
    บ้านพี่ก้อย  ^O^

  2. Mayura พูดว่า:

    เอื๊อก….
    น้องบุ๋ม  _"_

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s