ดั่งดวงหฤทัย

Posted: พฤศจิกายน 28, 2006 in Uncategorized
 
 
ดั่ ง ด ว ง ห ฤ ทั ย
 
 
 
 
ช่วงหนึ่งของชีวิตยอดบรรณาธิการเมืองไทย ผู้กุมบังเหียนนิตยสาร “สกุลไทย”
สุภัทร สวัสดิรักษ์ เธอพักการปฏิบัติหน้าที่บรรณาธิการไประยะหนึ่ง
และเมื่อเธอกลับมารับหน้าที่ในภาระบทบาทเดิม…
ทมยันตี นักเขียนมือหนึ่ง ก็มอบผลงานที่เธอการันตีชนิดเอาคอเป็นประกัน
 ต้อนรับการกลับมาของบรรณาธิการท่านนี้ สกุลไทย-สุภัทร สวัสดิรักษ์ และผู้อ่าน…ย่อมตระหนักดีใน พ.ศ.นั้น
บทประพันธ์เรื่องนี้ เป็น “ดั่งดวงหฤทัย” และ “ครองหัวใจ” กันไว้แนบสนิทเพียงใด
“ทรรศิกา-รังสิมันต์” เป็นความทรงจำอันแสนรัก
ไม่น้อยไปกว่าความรู้สึกอันมีต่อ “โกโบริ-อังศุมาลิน” ในบทประพันธ์เรื่อง “คู่กรรม”
…ทั้งสองบทประพันธ์ให้ยังคงจำไว้ดุจคำมั่นสัญญาว่า…
“ธาตุใดเลยจะแกร่งเท่าธาตุรัก!”
 จริงหรือ…สิ่งที่ผ่านมาจะแค่ จรดลึกในความทรงจำ ลึกล้ำ…ย้ำรอยสลัก
แผ่นดินต้องมาก่อน…ความรัก
 จริงหรือ…สิ่งที่ผ่านมามิใช่ จรดลึกในความทรงจำ ลึกล้ำ…ย้ำรอยสลัก
 นิรันดรนั้นนานนัก แต่รักนี้…นานกว่านั้น!
 ณ บ้านวรรณกรรม นำ “ดั่งดวงหฤทัย” มาให้คุณพิสูจน์ธาตุรัก
…ถึง “หัวใจทรรศิกา” และ “แสงแห่งรังสิมันต์”
ว่ามีไว้เพื่อฉายฉานเฉพาะประชาชนทั่วแผ่นดินเท่านั้น
หรือว่า…ธำรงความอบอุ่นไว้ให้ “ดวงหฤทัย” ด้วย
 ให้เธอ…”ผู้หญิงพิเศษสุด” ให้เธอผู้เป็น…”ดั่งดวงหฤทัย”
 
 
 
"ตายจริง สวยเหลือเกิน"
"กล้วยไม้จากวินธัยเพคะ เป็นกล้วยไม้หอมชนิดเดียวของวินธัย จะขึ้นเฉพาะบนคบไม้ที่สูงที่สุดด้วย กว่าจะเก็บมาได้มากขนาดนี้ คงระดมค้นกันทั้งวินธัยหละมั้ง"
"มีชื่อไหม?" เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาก้มลงทอดพระเนตรจนชิด
"เอ๊ะ ตรงกลางมีจุดสีแดง แดงยังกับเลือดแน่ะ"
"ที่นี่เรียกกันแต่กล้วยไม้ขาววินธัยเพคะ"
"ถ้าจะให้ชื่อว่า…หัวใจทรรศิกา  จะทรงโปรดประทานไหม?" กระแสรับสั่งห้าวๆดังขึ้น เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาเงยพระพักตร์ ขณะที่เจ้าหลวงรังสิมันต์เสด็จผ่านเข้ามา ดวงพระพักตร์สะอาดเกลี้ยง แสดงว่า ‘พระอารมณ์ดี’
"หยดสีแดงๆที่ซ่อนอยู่นั่น ถ้าทรงสังเกตให้ดีคล้ายรูปหัวใจ เป็นหัวใจอ่อนโยนที่สุด แต่แข็งแกร่งที่สุด เพราะจะบานทนมาก และจะค่อยๆบานจนดอกสุดท้าย ถ้าไม่ขัดข้อง ต่อไปนี้คนกาสิกจะรู้จัก…หัวใจทรรศิกา…"
"ทำไมไม่ประทานชื่อ…หัวใจรังสิมันต์?"
"หม่อมฉันอนุญาต…" กระแสรับสั่งเฉย พักตร์เฉย
"หากในพันธุรัฐจะมีดอกไม้ที่ยังไม่มีชื่อ แล้วใช้ชื่อนั้น จะได้เป็นที่ระลึก"
"ประทานไปที่ทานตะจะดีกว่าละมั้ง" กระแสรับสั่งเหน็บแนมแกมเยาะ หากพระพักตร์ขาวมิได้เปลี่ยนแปลง
"หม่อมฉันควรต้องรู้ตัวเองสิว่า จะทิ้ง…หัวใจรังสิมันต์…ไว้ที่ไหนถึงจะดี ขอประทานของเช้าหน่อยได้ไหม?"
รับสั่งราวกับมิได้ทรงเป็น ‘เจ้าของบ้าน’
 
‘ดนตรี’ กังวานประสานรับจากมุมนั้นสู่มุมนี้ ติดต่อ..แปรเปลี่ยนไม่สิ้นสุด
" ขุนเขา  ครวญคร่ำ  ร่ำไห้
ลมโชย  ชายไป  ทั่วถิ่น
เมฆขาว  เกลื่อนท้อง  เมฆินทร์
วังเวง  ยลยิน  เดียวดาย
ตรงนี้  นั่งเหงา  เฝ้าคอย
เลื่อนลอย  เพราะรู้  ลับหาย
สุริยัน  จันทร์กระจ่าง  ผลัดพร่างพราย
แต่ดวงเนตร ผันผาย  ไป่กลับคืน….. "
กระแสสุรเสียงนุ่ม ทอดเข้ากับดนตรีแห่งขุนเขา ได้อย่างพิศวง เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาหันกลับมาทอดพระเนตร เจ้าหลวงรังสิมันต์โน้มพระองค์ลงใช้ท่อนพระกรยันกับพระเพลา ทอดสายพระเนตรตรงไปเบื้องพระพักตร์ เสี้ยวพระพักตร์ด้านข้างคล้ายภาพสลักหินอ่อน สันพระนาสิกโด่ง สูง ก่อให้เกิดเงาราวกับแรด้วยสีอ่อน แก่ ทรง ‘งาม’ ตามแบบของชายชาญแท้
 
"ในวันหน้า…หม่อมฉันคงมานั่ง…คนเดียว" ถ้อยรับสั่งเหงาลึกอย่างประหลาด ไม่เหมือนเจ้าหลวงแห่งกาสิก…คนเถื่อน…เจ้าแห่งวายุ ก็…ที่เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาทรง ‘นึก’ ไว้ในพระทัยทั้งนั้น เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาเกือบหลุดพระโอษฐ์ถาม ‘ทำไมต้องประทับองค์เดียว?’เพราะวันหน้า เจ้าหญิงพระชายาต้องประทับอยู่ด้วย หากพระอิริยาบถเหงาลึกโดยแท้จริงทำให้ทรงชะงัก พระทัยวิบลงนิดหนึ่ง
"หม่อมฉันก็ต้องไปฟังเพลงคนเดียว " ประโยคนั้นหมายจะรับสั่งปลอบโยน แล้วก็กลับทรงประจักษ์ความจริงในฉับพลัน…นั่นซิ
…ต้องเสด็กพระองค์เดียว วันหน้าพี่ชายอาจจะมีคนอื่น ประทับเคียงข้าง ทว่า…พระองค์เองเล่า  ในกาลที่ผ่านมา เคยประทับเป็นองค์ประธานหลายครั้ง เคยเสด็จแทนพระองค์มิรู้กี่หน ทำไมจะต้องทรงเหงา?
เวลานานเท่าไรเชียวที่ทำให้เคยชินต่อการเสด็จ…ตาม…ใครสักคนตลอดเวลา นานเท่าไร…ที่นอกจากเวลาเสด็จเข้าพระที่เท่านั้น จึงไม่มี ‘ใคร’ มาวนเวียน ชวนทำโน่น ไปนี่สารพัด
ต่างพระองค์เริ่ม ‘เคยชิน’ แล้วหรือ?
เจ้าหลวงแห่งกาสิก ทรงลืม ‘เหตุ’ ที่เกิดแล้วหรือ?
 เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาถอนพระทัย…เมื่อเหตุการณ์วันนี้ผ่าน…การคำนึงถึงเหตุและผลจะตามมา หน้าที่แห่งขัตติยะต้องมาก่อนสิ่งอื่น…   ดวงพักตร์ขาวที่เบือนมาช้าๆขาวกว่าปกติ
"ตอนนั้นจะทรงคิดถึงหม่อมฉันบ้างไหม?"
"อาจจะ…" ใครจะตอบได้ ก็ ‘ตอนนั้น’ ยังมาไม่ถึง
"ทำไมจะอาจจะ?" กระแสรับสั่งคาดคั้น "ต้องคิดถึงซี่" วิธีรับสั่งกลับมาเป็นเจ้าหลวงพระองค์เก่า กระทั่งความคิดถึงก็ถูกบังคับ
"เอ๊ะ ทำไมจะต้องคิดถึง จะดีใจที่ได้นั่งฟังเพลงในบ้านตัวเองก็ได้นี่นา" แบบนี้ก็วิธีรับสั่งของเจ้าฟ้าหญิงแห่งพันธุรัฐเหมือนกัน
พระขนงเข้ม ขมวดมุ่นขึ้นมาทันที แบบนี้ทายได้ว่าสักครู่พายุจะพัด ทว่า…คราวนี้…ผิดถนัด  เจ้าหลวงรังสิมันต์หันกลับไปทอดพระเนตรนิ่งๆอย่างเก่า
"อาจจะ…คิดถึง…นิดหน่อย" กระแสรับสั่งอ่อนลง "หมายถึงตอนฟังเพลงคล้ายๆอย่างนี้นะ"
เงียบ…ไม่มีรับสั่งตอบ แม่แต่อาการไหวพระองค์สักนิดก็ไม่มี ลมคงเบาลง เพราะ ‘เพลง’แผ่วค่อยดุจเสียงกระซิบร่ำพิไร
"คงคิดถึงอีกนิดตอน…เห็นภูเขา" เห็นไหม…ถอยให้อีกหน่อย แต่…ดูเถอะ…ยังทรงเฉย คล้ายๆก้อนหินที่ประทับนั่ง
"ตอนเห็น…แกะ…ด้วยก็ได้" ในพันธุรัฐไม่ค่อยมีแกะเสียด้วย ควรทรงนึกใหม่
"ตอน…" เอ… อะไรดีล่ะ
"หม่อมฉันไม่ใช่ภูเขา ไม่ใช่แกะ!" กระแสรับสั่งแผดลั่น แทบจะสะท้อนเป็นบทเพลงโทโส
"ทำไมไม่ทรงคิดถึง…ตัวหม่อมฉัน! จะไปคิดถึงภูเขา แกะ ทำไม หน้าหม่อนฉันไม่เหมือนแกะนี่!" ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ลุกขึ้น ‘กระทืบบาทตวาดอึง ‘
"ทีหม่อมฉันยังจำฝ่าบาทได้ ไม่ต้องอาศัยอะไรเตือนความทรงจำสักหน่อย"
"งั้นก็ทรงเก่งกว่าสิ"
พักตร์ขาวชะงัก ครู่เดียวก็แย้มพระโอษฐ์ ดวงเนตรระยิบ 
"ทรงรับสั่งแล้วนะว่าใครเก่งกว่าใคร?"
"ไม่ใช่เก่งกว่าหม่อมฉัน หม่อมฉันทูลแต่ว่า…เก่งกว่า…แต่ไม่ได้ทูลว่าเก่งกว่าใครสักหน่อย"
"โกง…" บ่นพลางแหงนพระพักตร์ผิวพระโอษฐ์แล้วก็หยุดอธิบาย
"ผิวปากเรียกลม ช่วยกันหน่อย ผิวพระโอษฐ์เป็นไหม?"
"ไม่เป็นเพคะ"
"ไม่ยาก ห่อริมพระโอษฐ์นะ พ่นลมแล้วสูดยังงี้"
รับสั่งพลางทรงทำเป็นตัวอย่าง เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาทอดพระเนตรอย่างสนพระทัย………
 
 
 
 
 
 แสงสว่างสลัวที่ทอดลอดม่านระหว่างช่องพระบัญชรเข้ามาทำให้ทอดพระเนตรไม่ชัด หากถึงกระนั้นก็ทรงทราบว่าบรรทมอยู่บนพระที่ ฉากฉลุสลักลวดลายที่เคยกั้นหน้าเตาผิงถูกเลื่อนออก เพื่อให้กระแสความร้อนพลุ่งได้เต็มที่ แสงไฟยังลุกแดง เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาอดทรงฉงนฉงายไม่ได้
เข้าบรรทมตั้งแต่เมื่อไหร่?
พระเศียรดูเหมือนจะมึนร้าว ทำให้ทรงคิดอะไรไม่ออก นอกจากเอียงพระเศียรมาทอดพระเนตรด้านหน้าพระแท่น
"ใคร?" หน้าพระแท่นมีเงาดำๆของใครคนหนึ่งเหยียดอยู่บนเก้าอี้ยาวพนักโค้ง
"มาลัย…" พระสุรเสียงที่พยายามให้ดังที่สุด จริงแท้ราวกระซิบ
หากชั่วครู่ต่อมาจึงทรงระลึกได้ พระพี่เลี้ยงหรือจะกล้ามานอนอย่างนี้
"ใครอยู่ตรงนั้น" เมื่อพยายามจะรับสั่งทำให้ระคายพระศอ จึงทรงพระกรรสะ รุนแรง และเพราะเสียงนี้เอง ทำให้ร่างที่เห็นเป็นเงาๆผุดลุกจากเก้าอี้ยาวปราดเดียวเข้ามาช้อนพระองค์ขึ้นง่ายดาย
"เป็นอะไร?" กระแสเสียงนั้นแหบแห้งปนปริวิตกลึกซึ้ง หากเจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาทรงจำได้ในทันที …เจ้าหลวงแห่งกาสิก
"ไม่…ไม่…" พยายามอย่างยิ่งที่จะสะบัดพระองค์จากอ้อมพระพาหา ทว่าไม่สามารถจะทำได้ดังพระทัย
"หมอ… มาลัย… ใครอยู่ข้างนอกเข้ามาให้หมด"
‘เสียง’ นี้เองที่ทรงแว่วตลอดระยะเวลา บานพระทวารระหว่างห้องพระบรรทมกับห้องทรงพระสำราญเปิดออก แสงสว่างพวยพุ่งเข้ามา แสดงว่าพวกเวรเฝ้าทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
"ไม่เป็นไร" กระแสรับสั่งอ่อนเบา ไม่เข้าพระทัยนักว่าทรงเป็นอะไร
ชวาลาในห้องพระบรรทมถูกเปิดครอบออก แสงสว่างจึงกระจ่างขึ้น รวมทั้งเมื่อนางพระกำนัลเวรรูดม่านไข ห้องพระบรรทมจึงแจ่มใสด้วยแสงสว่างยามเช้า
สีพระพักตร์แห่งเจ้าหลวงกาสิกซูบ พระมัสสุเขียวเป็นปื้น เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาทอดพระเนตรอย่างแปลกพระทัย แม้แต่มาลัยพระพี่เลี้ยงก็อิดโรย "อะไรกัน?" รับสั่งพลางยกพระเศียรจากพระเขนย หากไม่เป็นผลสำเร็จ หมอเข้ามาถวายคำนับ ก่อนจะตรวจพระอาการ
"เป็นยังไง?" เจ้าหลวงรังสิมันต์ทรงทำท่าคล้ายจะตรวจพระอาการเสียเองได้ก็จะทรงทำกระนั้น แพทย์หลวงคงต้องอดกลั้นเพราะการเสด็จเข้ามาชิดพระที่โดยไม่ยอมเสด็จถอย น่าจะเกะกะมากกว่าจะช่วยให้ดีขึ้น
"คิดว่าพระอาการเกือบปกติแล้วพระเจ้าค่ะ"
"คิดไม่ได้!" สุรเสียงห้าว ก้อง "ต้องปกติ"
"ก็…" สุรเสียงอ่อยๆ
"หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไร"
"ไม่ได้เป็นอะไรทำไม…เอ๋…" อีกครั้ง…ดวงพักตร์ซูบ ก้มลงจนแทบชิดดวงพักตร์บนเขนย จนเห็นดวงเนตรดำจัดภายใต้ขนพระเนตรหนาน่ากรีดเล่น
"รับสั่งรู้เรื่องแล้วนี่"
"ทำไมจะไม่รู้เรื่อง?" ยังประหลาดพระทัยเสียอีก
"แต่…" ดวงพักตร์ซูบซีดเปลี่ยนไปทันควัน
"ทรงทราบไหม บรรทม… รับสั่งอะไรเพ้อเจ้ามานานเท่าไหร่?"
บรรทม… เพ้อเจ้อ… มันเรื่องอะไร… พระขนงขมวด ทบทวน
"สองวัน!" รับสั่งดังลั่น
"วันนี้วันที่สองแล้ว ดีนะที่กองใบไม้ร่วงรับพระองค์ไว้ ไม่อย่างนั้น…" พระสุรเสียงขาดหาย สีพระพักตร์มีริ้วรอยสะเทือนพระทัย
ภาพสุดท้ายค่อยปรากฏในความทรงจำ… พระองค์เองโผนจากรถพระที่นั่ง อยู่หรือตายไม่สำคัญต่อไป
 
ดวงเนตรอ่อนโรยสบเนตรที่ก้มต่ำ เนตรดำจัดตัดพ้อ รานร้าว ริมโอษฐ์ภายใต้พระมัสสุหนาเพราะขาดความเอาพระทัยใส่พระองค์เองมาตลอดระยะเวลาสองวัน เม้มเป็นเส้นตรงอยู่ช้านานกว่าจะทูลถามช้าๆ เบาอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ยินเฉพาะสองพระองค์
"ทรงรังเกียจหม่อมฉันถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?" พระเศียรยังมึนงง ทำให้ยากจะลำดับความทูลตอบได้
"หม่อมฉันกำลังแน่ใจว่า…เรา…จะสามารถพูดจากัน ทำความเข้าใจกันได้" กระแสรับสั่งมีรอยขื่น
"หม่อมฉันมีอะไรมากมายจะทูลอย่างจริงใจ อย่างผู้ชายคนหนึ่งจะพูดกับผู้หญิงคนหนึ่ง มิใช่เจ้าหลวงแห่งกาสิกกับเจ้าฟ้าหญิงแห่งพันธุรัฐ แต่…หม่อมฉันเพิ่งรู้ว่า ให้…พยายามอย่างไร ให้เทหัวใจรักและภักดีเท่าไหร่ หม่อมฉันยังเป็นแค่คนกาสิกอันแตกต่างจากพันธุรัฐ คนเถื่อนที่…พันธุรัฐเยาะหยัน ดูแคลน…"
เจ้าฟ้าหญิงทรรศิกาอยากจะรับสั่งเหลือเกินว่า ‘ ไม่ใช่อย่างนั้น ‘ หากพระศอแห้งผาก ริมพระโอษฐ์แห้งจนขยับได้นิดเดียว ทว่าไม่มีเสียงใดลอดออกมา
"หม่อมฉันมี…เหตุผลในการกระทำเสมอและคิดว่าจะค่อยๆทูลให้ทรงทราบได้ จนมาดนี้…สายเกินไป…"
วรองค์ที่โน้มต่ำ ยืดตรงในบัดดล ดวงพักตร์แม้จะก้มลงทอดพระเนตรนิดๆแลดูเคร่งขรึม เหินห่าง
"หมอ! มาลัย! " ถ้อยรับสั่งกระด้าง เฉียบขาด
"ดูแลให้ดี เราต้องการให้ทรงปกติในสามวัน เพราะ…" พักตร์ขาวตั้งตรง ไม่ชำเลืองแลมาแม้แต่น้อยนิด
"หลังจากนั้นจะต้อง…" ดูเหมือนจะสูดพระอัสสาสะนิดๆ "เข้าพีธีอุปภิเษก"
"อะไรนะ!" พระเศียรที่วางบนพระเขนยพยายามจะยกขึ้น หากแล้วก็ไม่ทรงสามารถจะกระทำได้ แม้แต่พระสุรเสียงที่ทรงอุทานอย่างตกพระทัยยิ่งก็แผ่วเบา และหลังจากนั้นก็ทรงพระกรรสะรุนแรง
วรองค์หนา ตรง ดุจกำแพง ชะงักแค่บานพระทวาร
อึดพระทัยคือการตัดสินพระทัย หากแล้ว…ก็เสด็จผ่านออกไปอย่างรวดเร็วราวพายุพัด
…วันนี้…พรุ่งนี้…หรือที่ไหน
เมื่อดอกไม้โรยหล่นคนเหยียบย่ำ
ความรัก จักมีเพียงสีดำ
นั่นคือ… นาฏกรรมการอำลา…
 
 
 
 
 
 
 
ความเห็น
  1. แพรวพรรณ พูดว่า:

    คงเป็นเรื่องที่เศร้ามาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s